วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553
เคล็ดลับสุขภาพจากแพทย์จีน
1. หวีผมบ่อยๆ:
หวีผมเบาๆ บ่อยหน่อยช่วยให้ตาสว่าง และรากผมแข็งแรง (ใช้หวีซี่ห่างหน่อย
แปรงเบาหน่อย เพื่อกันผมหลุด)
2. ถูใบหน้าบ่อยๆ:
ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ให้สะอาดก่อน หลังจากนั้นใช้ฝ่ามือ 2
ข้างถูหน้าเบาๆ บ่อยหน่อยเพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ใบหน้าเปล่งปลั่ง
3. เคลื่อนไหวดวงตาบ่อยๆ:
ให้มองไกล-มองใกล้ มองข้างนอก-ข้างใน มองบน-มองล่าง หลีกเลี่ยงการมอง
หรือจ้องอะไรนานๆโดยเฉพาะคนที่ทำงานคอมพิวเตอร์ควรพักสายตาด้วยการมองไกลอย่างน้อยทุกชั่วโมง
4. กระตุ้นใบหูบ่อยๆ:
การดึงหู ดีดหู บีบหู ถูใบหูเบาๆ บ่อยหน่อย ช่วยบำรุงตานเถียน(จุดฝังเข็ม)
ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เก็บพลังงานของร่างกาย(ใต้สะดือ) สัมพันธ์กับไต ซึ่งเปิดทวารที่หู ทำให้แรงดี ป้องกันเสียงดังในหู หูตึง และอาการเวียนหัว
5. ขบฟันบ่อยๆ:
ขบฟันเบาๆ บ่อยหน่อย(ไม่ใช่ขบแรงดังกรอดๆ) ช่วยให้ฟันแข็งแรง
และกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย
6. ใช้ลิ้นดุนเพดานปากบ่อยๆ:
การใช้ปลายลิ้นกระตุ้นเพดานบนด้านหน้าเป็นการกระตุ้นจุดฝังเข็ม
เพื่อเชื่อมพลังลมปราณตู๋และเยิ่น ซึ่งเป็นเส้นควบคุมแนวกลางลำตัวส่วนหลัง และส่วนหน้าร่างกาย ทำให้เกิดการกระตุ้นการหลั่งสารน้ำ และน้ำลาย
7. กลืนน้ำลายบ่อยๆ:
การกลืนน้ำลายบ่อยๆ ช่วยกระตุ้นพลังบริเวณคอหอย และกระตุ้นการย่อยอาหาร
8.. หมั่นขับของเสีย:
หมั่นขับของเสีย โดยเฉพาะดื่มน้ำให้พอ กินอาหารที่มีเส้นใย ออกกำลัง
เพื่อป้องกันท้องผูก เมื่อปวดปัสสาวะหรืออุจจาระให้ถ่ายทันที อย่ารอโดยไม่จำเป็น
การทิ้งของเสียไว้ในร่างกายนานเกินทำให้เกิดสารพิษ และการดูดซึม
สารพิษ (กลับเข้าสู่ร่างกาย) มากขึ้น ทำให้ป่วยง่าย
9. ถูหรือนวดท้องบ่อยๆ:
ให้นวดท้องตามเข็มนาฬิกาเบาๆ เพื่อช่วยให้การขับถ่ายของเสียดีขึ้น
10. ขมิบก้นบ่อยๆ:
การขมิบก้นบ่อยๆ ช่วยป้องกันริดสีดวงทวาร และท้องผูก
11. เคลื่อนไหวทุกข้อ:
การอยู่นิ่งๆ หรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป ทำให้เกิดโรคได้ง่าย
ควรเคลื่อนไหวข้อต่างๆ ให้ครบทุกข้อกวัน ฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อและข้อให้สมดุล เช่น การฝึกชี่กง ไท้เก้ก โยคะ ฯลฯ
12. ถูผิวหนังบ่อยๆ:
ใช้ฝ่ามือถูตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย คล้ายกับการถูตัวเวลาอาบน้ำ
มีส่วนช่วยให้เลือดและพลังไหล เวียนดี
เรียนเชิญท่านผู้อ่านลองนำไปปฏิบัติดู เพื่อสุขภาพ พลัง และลมปราณที่ดีไปนานๆ
ครับ...
ท่านอาจารย์นายแพทย์ภาสกิจ(วิทวัส) วัณนาวิบูล อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแพทย์แผนจีน แนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพ ตามศาสตร์แพทย์แผนจีนว่า
อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกินนำแนวคิดศาสตร์แพทย์แผนจีนมาวิเคราะห์โดยใช้หลักแพทย์แผนปัจจุบันประกอบ...
อาหารที่ไม่ควรกินมากเกิน หรือบ่อยเกินได้แก่...
1. ไข่เยี่ยวม้า:
ไข่เยี่ยวม้ามีตะกั่วค่อนข้างสูง ตะกั่วทำให้การดูดซึมแคลเซียมน้อยลง กินบ่อยๆ
จะเสี่ยงโรคกระดูกโปร่งบาง และอาจได้รับพิษตะกั่วเช่น สมองเสื่อม เป็นหมัน ฯลฯ
2. ปาท่องโก๋:
กระบวนการทำปาท่องโก๋มีการใช้สารส้ม ซึ่งมีตะกั่วปนเปื้อน ตะกั่วทำให้ไตทำงานหนักในการขับสารนี้ออกไป นอกจากนั้นยังทำให้คอแห้ง เจ็บคอง่าย โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคร้อนในได้ง่าย
3. เนื้อย่าง:
กระบวนการรมไฟ ย่างไฟทำให้เกิดสารเบนโซไพรีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
4. ผักดอง:
ผักดอง และของหมักเกลือทำให้ร่างกายได้รับเกลือโซเดียมสูง ถ้ากินบ่อยเกิน
หรือมากเกินจะทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดความดันเลือดสูงและโรคหัวใจได้ง่าย
นอกจากนั้นกระบวนการหมักดองยังทำให้เกิด สารแอมโมเนียมไนไตรด์ ซึ่งเป็นสาร ก่อมะเร็ง
5. ตับหมู:
ตับหมูมีโคเลสเตอรอลสูง การกินตับหมูบ่อยเกิน หรือมากเกินทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจ เส้นเลือดสมอง(อัมพฤกษ์-อัมพาต) และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น
6. ผักขม ปวยเล้ง:
ผักขมและปวยเล้งมีสารอาหารสูง ทว่า... มีกรดออกซาเลตมาก ทำให้เกิดการขับสังกะสี และแคลเซียมออกจากร่างกายมาก การกินบ่อยเกิน
หรือมากเกินอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลเซียม หรือสังกะสีได้
7. บะหมี่สำเร็จรูป:
บะหมี่สำเร็จรูปมีสารกัดบูด สารแต่งรสค่อนข้างสูง และมีคุณค่าทางอาหารต่ำ
การกินบะหมี่สำเร็จรูปมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคขาดอาหาร และการสะสมสารพิษได้
8. เมล็ดทานตะวัน:
เมล็ดทานตะวันมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ทว่า... การกินมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้กระบวนการเคมี (metabolism) ในร่างกายผิดปกติ ทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับ ภาวะไขมันในตับสูงอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคตับ เช่น ตับแข็ง ฯลฯ เพิ่มขึ้น
9. เต้าหู้หมัก เต้าหู้ยี้:
กระบวนการหมักเต้าหู้อาจมีการปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่าย...
ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อคนสูงอายุ หรือเด็กเล็กได้ นอกจากนี้กระบวนการผลิตยังทำให้เกิดไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย
10. ผงชูรส:
คนเราไม่ควรกินผงชูรสเกินวันละ 6 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชา...
การกินผงชูรสมากเกิน หรือบ่อยเกิน ทำให้เกิดภาวะกรดกลูตามิกในเลือดสูงอาจทำให้ปวดหัว ใจสั่น คลื่นไส้ และมีผลเสียต่ออวัยวะสืบพันธุ์
วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2553
เรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับสุขภาพ
เรื่องน่าสนใจยุคใส่ใจสุขภาพ
ข้าวแพง ตักลดลงครึ่งทัพพี
ยุคเกษตรกรรมเริ่มส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรต่าง ๆ แพงขึ้น ทั้งนี้ผลิตผลเหล่านี้สามารถนำไปดัดแปลงเป็นพลังงานได้ นอกเหนือจากการรับประทาน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ปลูกอย่างไรก็จะไม่มีวันพอต่อความต้องการของประชากรโลก ในอนาคตอันใกล้นี้ คือ ข้าว ทั้งนี้เนื่องจากการลดพื้นที่การเพาะปลูกในหลายประเทศ การไม่เอื้ออำนวยของดินฟ้า อากาศ และน้ำ และสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ การมีประชากรที่เข้าถึงการบริโภคข้าวมีมากขึ้นในหลายประเทศ เช่น จีน อินเดีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย
แน่นอนที่สุดในอนาคตราคาข้างจะต้องสูงขึ้นจากเดิมอีกเท่าตัว จึงเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการเพื่อให้คนไทยได้มีข้าวรับประทานกันอย่างทั่วถึง เช่น การที่รัฐบาลจัดขายข้าวถุงราคาถูกให้แก่ประชาชน ในช่วงปี พ.ศ. 2551 ราคาข้าวสูงขึ้นมาก การขายข้าวราคาแพงทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยนำกำไรส่วนใหญ่มาช่วยประชาชนรากหญ้า และมนุษย์เงินเดือนของรัฐบาล และรัฐวิสาหกิจ น่าจะเป็นวิธีที่ดี โดยไม่ต้องไปยุ่งกับกลไกการค้าข้าวเลย ซึ่งจะทำให้คนไทยทุกคนรู้คุณค่าของข้าวทุกเม็ด เมื่อข้าวมีราคาแพงแต่ละครอบครัวควรหุงข้าวให้พอในแต่ละมื้อ การหุงข้าวให้มีปริมาณลดลงสัก 20-30 % ก็จะช่วยประหยัดข้าวส่วนที่ไม่ได้รับประทานในแต่ละมื้อได้ สำหรับข้าวในหม้อที่หุงแล้วเมื่อไม่ได้รับประทาน อยากให้ทุกบ้านตักใส่กล่องปิดฝาแล้วเก็บเข้าช่องแช่แข็งทันที อย่าทิ้งไว้ในหม้อหุงข้าว เพราะอากาศที่ร้อนของบ้านเราจะทำให้ข้าวเน่าเสียได้เร็ว ส่วนเรื่องการตักข้าวใส่จานเพื่อให้แต่ละคนในบ้านรับประทาน ถ้าตักให้ผู้ใหญ่ เดิมเคยตักข้าวประมาณ 2-3 ทัพพี ก็ให้ลดลงประมาณครึ่งทัพพี แล้วรับประทานผักหรือต้มจืดให้มากขึ้น จะทำให้อิ่มท้องเช่นเดิม และยังช่วยลดความอ้วนได้ด้วย สำหรับลูกที่ดูท้วม ๆ หรือเป็นโรคอ้วนแล้ว ก็ควรตักลดลง ½ - 1 ทัพพี แล้วทำกับข้าวที่เป็นของนึ่งหรืออบมากขึ้นก็จะช่วยลดน้ำหนักตัวของลูกได้เป็นอย่างดี
สำหรับแม่ค้าขายข้าวแกง ก่อนตักข้าวใส่จาน ควรถามลูกค้าก่อนว่าต้องการข้าวมากหรือน้อย เพราะมีลูกค้าจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้หญิงที่มักจะเหลือข้าวในจานเกือบครึ่งจากที่ตักมา จึงรู้สึกเสียดาย ถ้าแม่ค้าตักข้าวตามความต้องการของลูกค้าได้ จะทำให้เรามีข้าวเหลืออีกจำนวนมาก เพื่อส่งไปขายต่างประเทศ และนำเงินมาพัฒนาชุมชนต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึง และการรับประทานโจ๊กหรือข้าวต้มเป็นมื้อเช้า ก๋วยเตี๋ยวน้ำเป็นมื้อกลางวัน เป็นประจำ นอกจากจะช่วยในเรื่องสุขภาพแล้วยังมีส่วนช่วยประเทศชาติด้วย เพราะว่าข้าวต้ม โจ๊ก หรือก๋วยเตี๋ยวก็ทำจากข้าวเช่นกัน แต่เป็นข้าวที่หักและเป็นเศษของเม็ดข้าวที่เกิดจากการสีข้าวให้ขาว โดยข้าวที่สีแล้วจะแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ ข้าวที่สีแล้วข้าวหักมาก ๆ กับข้าว 100% คือมีเม็ดขาวที่สีแล้วไม่หักเลยทั้ง 100%
การรับประทานอาหารเช้าในรูปของโจ๊กหรือข้าวต้ม และมื้อกลางวันเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำนั้น จะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคอ้วน โดยปกติข้าวสวย 1 ทัพพีพูน ๆ จะให้พลังงานประมาณ 100 กิโลแคลอรี ซึ่งโดยปกติเรามักตักประมาณ 2 – 3 ทัพพี ข้าวสวย 1 จานจึงให้พลังงานประมาณ 200-300 กิโลแคลอรี ในขณะที่ข้าวต้ม 1 ถ้วยใหญ่จะมีเนื้อข้าวอยู่ 1 ทัพพี จึงให้พลังงานเพียง 100 กิโลแคลอรี และโจ๊ก 1 ถ้วยใหญ่จะมีเนื้อข้าวเพียง ½ ทัพพี จึงให้พลังงานเพียง 50 กิโลแคลอรี ดังนั้นการรับประทานข้าวต้มหรือโจ๊กในมื้อเช้า จึงช่วยลดการได้พลังงานจากข้าวได้ถึง 2-4 เท่า การรับประทานข้าวที่หัก ๆ เหล่านี้ ทำให้เรามีข้าวขาวที่เม็ดเต็ม ๆ เหลือส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ สำหรับมื้อกลางวัน การรับประทานก๋วยเตี๋ยวน้ำ จะทำให้อิ่มท้องโดยได้รับพลังงานเพียง 200 กิโลแคลอรี จึงช่วยป้องกันการเกิดโรคอ้วนได้อีกทางหนึ่ง สำหรับมื้อเย็น ทุกคนคงอยากรับประทานข้าวสวยให้อิ่มท้อง หลายคนจึงมักตักข้าว 3 – 4 ทัพพี รับประทานพร้อมกับกับข้าวจนหมดจาน พลังงานที่ได้จากมื้อเย็นนี้ 1,000 – 1,200 กิโลแคลอรี ซึ่งจะทำให้เป็นโรคอ้วนได้ง่าย เราจึงควรรู้ว่ายิ่งมีข้าวมากเท่าใด ก็จะยิ่งรับประทานกับข้าวมากเท่านั้น
ดังนั้นเพื่อให้เหมาะกับยุคปัจจุบันนี้ เราจึงควรตักข้าวลดลง ½ ทัพพี ในมื้อเย็น โดยมีกับข้าวทั้งเนื้อสัตว์ ผักต้ม นึ่ง หรือ อบ แล้วรับประทานให้อิ่มท้อง ก็จะเป็นอาหารบำรุงสุขภาพ และยังช่วยประเทศชาติประหยัดได้อีกด้วย
วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2553
แนะวิธีดูแลสุขภาพ ของสาวออฟฟิศ
คนหนุ่มสาวและคนวัยทำงานยุคใหม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดตีบเพิ่ม มากขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยเฉพาะจากภาวะตึงเครียด ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ความเครียดได้แทรกเข้าไปทุกจุด ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจ เหตุการณ์รอบตัว สังคม ครอบครัว รวมไปถึงสถานที่ทำงาน
นายแพทย์ฉัตรชัย ศรีบัณฑิต ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันเพื่อสุขภาพ แอ๊บโซลูทเฮลท์ ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “ผู้คนต้องทำงานหนักเพิ่มมากขึ้น ทำให้ไม่มีเวลาสำหรับความสบายใจ ความเครียดส่งผลกระทบรุนแรงมาก ทำให้เกิดโรคหลากหลายประการ นอกจากนี้ยังเกิดจากโลหะหนักที่มาจากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ จากการตรวจสอบพบว่า ปลาทะเลส่วนใหญ่มีโลหะหนักจากโรงงานที่ปล่อยสารพิษลงทะเลและแม่น้ำ ขณะเดียวกันพืชผักมียาฆ่าแมลง ทั้งโลหะหนัก สารเคมี และความเครียด มักจะเข้าไปทำลายหลอดเลือดและส่งผลถึงระดับเซลล์ในร่างกายของเรา”
“คนส่วนใหญ่มักจะรู้ถึงสาเหตุของการเกิดโรค แต่มักจะละเลย ทำให้เป็นโรคร้ายต่างๆ สิ่งสำคัญคือต้องพยายามลดทอนความเครียดในบ้านในที่ทำงานลง พยายามหลีกเลี่ยงตัวแปรที่ทำให้เกิดโรค คนไทยดื่มเหล้าเป็นอันดับ 2 ของโลก อย่างนี้โรคหัวใจมาแน่ บุหรี่ก็สูบกันหนัก เครียดก็ออกไปเที่ยว สูบบุหรี่และดื่มเหล้า เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหนักเข้าไปอีก อาหารการกินวิตามินไม่เพียงพอ เราต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ ต้องหันมาดูแลร่างกายและจิตใจให้ผ่องใส สร้างบรรยากาศที่ดีในที่ทำงานและที่บ้าน ก็จะทำให้เราสุขภาพจิตดีขึ้น”
สำหรับคำแนะนำเบื้องต้นสำหรับผู้หญิงวัยทำงาน นพ.ฉัตรชัยกล่าวว่า ในการดูแลสุขภาพตัวเองควรดำเนินการให้ได้ 5 ประการ คือ
1.มองในที่สิ่งที่เราเอาเข้าไปในร่างกาย
อากาศที่เราหายใจ น้ำและอาหารที่เราเอาเข้าร่างกาย เมื่อก่อนไม่ค่อยเลือก แต่ต่อไปต้องเลือกให้มากขึ้น จากผลการวิจัยพบว่าสาเหตุการตายจากโรคมะเร็ง เกี่ยวข้องกับยีน 30% อีก 70% มาจากสิ่งแวดล้อม นั่นหมายความว่าโรคมะเร็งเราป้องกันได้สูงถึง 70%
ถ้าอยากมีสุขภาพดีต่อไป เราต้องเลือกอาหาร อาหารที่ใช้น้ำมันทอดไม่ดี จังก์ฟู้ดส์ไม่ดีแน่นอน ผักผลไม้ถ้าอยู่ในบ้านควรล้างให้ดี ถ่านผงล้างสารพิษได้อย่างดี,อากาศ เราควบคุมไม่ได้ แต่อากาศที่เราเปลี่ยนแปลงได้คือห้องนอน ต้องไม่มีฝุ่น มีช่องระบายอากาศ บ้านชานเมืองเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทไหลหมุนเวียน ต้นไม้ให้อยู่ห่างไกลจากห้องนอน เพราะกลางคืนต้นไม้จะคายคาร์บอนไดออกไซด์2.เอาพิษออกไม่ต้องเสียเวลาทำดีท็อกซ์
แค่เพียงปฏิบัติด้วยวิธีง่ายๆ คือ ตื่นเช้าเอามะนาว 2 ลูก บีบใส่น้ำ 1 เหยือก ดื่มไปเรื่อยๆ ทานแต่ผักผลไม้ที่มีกากใย กินโยเกิร์ตธรรมชาติ 3 แก้ว ปฏิบัติง่ายๆ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยไม่ต้องไปเสียตังค์เพื่อล้างพิษในราคาแพง3.อยากได้แรงก็ต้องออกแรง
อยากได้สุขภาพดีก็ต้องออกกำลังกาย หลักของ Action : Reaction คือออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ตื่นเช้าตั้งนาฬิกาปลุกตื่นก่อนเวลา 30 นาที ซิตอัพหรือวิดพื้นวันละ 100 ครั้งก็เพียงพอแล้ว4.นั่งสมาธิหรือสวดมนต์เช้า 30 นาที
ทำไปสักระยะ จิตจะนิ่ง ความเครียดจะหาย สารความเครียดละลาย สุดท้ายก็ไม่เป็นมะเร็ง การที่จิตไม่นิ่ง ฟุ้งซ่าน คิดมาก เรื่องเยอะ ก่อให้เกิดโรคร้ายหลายอย่าง5.ปรับสมดุลแก่ร่างกาย
ต้องไปหาแพทย์เพื่อตรวจดูว่าฮอร์โมนสมดุลหรือเปล่า ปัจจุบันมีทางเลือกในการตรวจรักษาหลายแนวทาง แพทย์แนวธรรมชาติบำบัด จะใช้สารธรรมชาติหลายอย่าง เช่น วิตามิน,อาหารเสริม,ฮอร์โมน จะดูว่าร่างกายสมดุลไหม,มีการใช้พืชสมุนไพรเพื่อลดผลข้างเคียง,ตรวจเอนไซม์ ในร่างกาย เป็นต้น
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากDevil