วันศุกร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2553

ระบบเศรษฐกิจใหม่

เมื่อความสามารถในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตนั้นมีความง่ายขึ้น สะดวกขึ้น รวดเร็วขึ้น จึงทำให้มีผลกระทบต่อการมีชีวิตอยู่ของมวลมนุษย์ เกิดการร่วมมือกันอย่างกว้างขวาง มีการร่วมกันสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ โดยพวกเขาเหล่านั้นไม่เคยเห็นหน้ากันเลยด้วยซ้ำไป เกิดชุมชนออนไลน์ ทำให้เกิดเศรษฐกิจยุคดิจิตอลซึ่งถือว่าเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ ยกตัวอย่างเช่น amazon.com ได้สร้างธุรกิจใหม่ขึ้น โดยที่ไม่มีร้านอย่างเป็นตัวตน

ส่วนเว็บ YouTube ก็เป็นอีกบริษัทนึ่งที่กำเนิดขึ้น เพื่อให้คนชุมชนออนไลน์สามารถที่จะแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกันโดยการแลกเปลี่ยนวีดีโอคลิปบนเว็บของ YouTube อีกบริษัทหนึ่งที่มีลักษณะเดียวกันกับ YouTube แต่เป็นการแลกเปลี่ยน collection รูปภาพบนเว็บคือ Flickr และขณะนี้ผู้คนบนชุมชนออนไลน์สามารถร่วมกันสร้างสารานุกรมออนไลน์ที่เรียกว่า Wikipedia ซึ่งขณะนี้ Wikipedia มีขนาดใหญ่กว่า encyclopedia ด้วยซ้ำไป ซึ่งเว็บเหล่านี้มีผู้คนเข้าถึงนับพันล้านคน การเกิดขึ้นของเศรษฐกิจยุคดิจิตอลนี้ ทำให้รูปแบบของการทำธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง



เมื่อมองย้อนไปในธุรกิจแบบเดิมๆ ซึ่งมีแนวความคิดในการสร้างนวัตกรรมให้เกิดขึ้นโดยคนภายในองค์กร เพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญานั้น เริ่มเป็นความคิดที่ไม่สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้อีกต่อไปเนื่องจากอิทธิพลของการร่วมมือกันของชุมชนออนไลน์ สามารถที่จะสร้างนวัตกรรมหรือทรัพย์สินทางปัญญาได้รวดเร็วและดีกว่าองค์กรที่ใช้บุคลากรภายในเท่านั้น นั่นคือแนวคิดตัวแบบธุรกิจใหม่ดังกล่าวนั้นสามารถทำลายตัวแบบธุรกิจเก่าได้อย่างถอนรากถอนโคน

ตัวแบบธุรกิจใหม่ดังกล่าวมีองค์ประกอบหลักสี่องค์ประกอบคือ การเปิดกว้าง (Openness) การเชื่อมต่อระหว่างกันและกัน (Peering) การใช้ทรัพยากรร่วมกัน (Sharing) และการสร้างความร่วมมือกันข้ามโลก (Acting globally)



ตัวอย่างที่น่าสนใจที่สร้างโอกาสให้กับผู้คนที่ไม่เคยได้รับโอกาสนั้นมาก่อนเนื่องจากการใช้องค์ประกอบทั้งสี่นั้นคือ ผู้คนทั่วโลกจากประเทศที่ด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนา สามารถที่จะเข้าถึงสถาบันการศึกษามารตฐานสากลในระดับ MIT ก็ได้เกิดขึ้นแล้ว ปัจจุบันนี้ผู้คนสามารถเข้าถึงหลักสูตรผ่านอินเตอร์เนทของ MIT โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพียงแต่ connect เข้าสู่เวบไซต์ ocw.mit.edu และกด enter ก็สามารถเข้าถึงมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ โดยจะพบข้อความว่า “Welcome to MIT’s OpenCourseWare: a free and open educational resource (OER) for educators, students, and self-learners around the world. MIT OpenCourseWare (MIT OCW) supports MIT’s mission to advance knowledge and education, and serve the world in the 21st century.” โดยสามารถ download ตำราอิเล็กทรอนิกส์และแบบฝึกหัดของวิชาต่างๆที่สนใจและยังเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในฟอร์รั่มของวิชาได้อีกด้วย ในตัวอย่างนี้จะเห็นอย่างชัดเจนว่าหลักการของการเปิดกว้าง (Openness) ได้เกิดขึ้นแล้ว

การเชื่อมต่อระหว่างกันและการสื่อสารระหว่างกัน (Peering) เพื่อร่วมสร้างนวัตกรรมใหม่ก็ได้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนแล้วเช่นกัน ตัวอย่างคือโปรแกรม Linux ได้ถูกร่วมสร้างขึ้นจากชุมชนออนไลน์ เริ่มตั้งแต่ปี 1991 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของ www โดยมีเด็กหนุ่มนักโปรแกรมคอมพิวเตอร์คนหนึ่งจาก Helsinki มีชื่อว่า Linus Torvalds ได้สร้างระบบปฎิบัติการอย่างง่ายขึ้นที่เขาเรียกมันว่า Linux โดยเขาได้ post โปรแกรม Linux ไว้บนเว็บไซต์ของเขา เพื่อให้โปรแกรมเมอร์ทั่วโลกที่สนใจเข้ามาร่วมพัฒนาจนปัจจุบัน Linux ได้ถูกนำไปใช้องค์กรใหญ่ๆทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น BMW, IBM, Motorola, Philips, และ Sony เป็นต้น

การใช้ทรัพยากรร่วมกัน (Sharing) ก็ได้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนแล้วเช่นกัน เนื่องจากนวัตกรรมดิจิตอลก่อให้เกิดความง่ายในการร่วมใช้ทรัพยากร อีกทั้งสามารถที่จะสร้างมันซ้ำขึ้นอย่างง่ายดาย ถึงขนาดที่มันสามารถสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อวงการเพลงและภาพยนต์อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เช่นในกรณีของ Napster ได้ทำลายผลกำไรในวงการดนตรีจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว

ตัวอย่างที่น่าสนใจอีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งแสดงถึงพลังแห่งการใช้ทรัพยากรร่วมกันในลักษณะ Peer-to-peer sharing คือการใช้โปรแกรมของ Skype ในการติดต่อสื่อสารโดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ด้วยการสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทำให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมต้องคิดตัวแบบทางธุรกิจใหม่ เนื่องจากในอนาคตอันใกล้ ผู้ให้บริการระบบสื่อสารโทรคมนาคมจะไม่สามารถที่จะได้รับผลกำไรจากการสื่อสารพื้นฐานอีกต่อไป ถึงขนาดที่ CEO ของ Skype กล่าวว่าข้อจำกัดของโปรแกรม Skype คือ Sky หรือท้องฟ้านั่นเอง นั่นหมายความว่าไม่มีข้อจำกัดใดๆต่อไปอีกในโลกนี้ ถ้ามนุษย์ยังมีจินตนาการที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งในขณะนี้มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเข้าไปลงทะเบียนในเว็บไซต์ของ Skype ภายในสองปีถึง 100 ล้านคนแล้ว และบริษัท Skype ได้ถูกซื้อโดย Ebay เป็นจำนวนเงินสูงถึง 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯในเดือนกันยายนปี 2005 จนถึงขนาดที่ผู้บริหารองค์กรโทรคมนาคมแห่งชาติประเทศสหรัฐอเมริกา (FCC) ได้กล่าวว่า “การจ่ายเงินเพื่อการสื่อสารข้ามโลกได้จบลงแล้ว ต่อไปนี้โลกจะเปลี่ยนไปอย่างที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อน”

ส่วนการสร้างความร่วมมือกันระดับโลก (Acting globally) ได้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนแล้วเช่นกัน ตัวอย่างที่ดีที่ถูกยกขึ้นอย่างมากมายได้ถูกเขียนไว้ในหนังสือ The world is flat โดย Thomas Friedman ได้กล่าวถึงการที่ประเทศสหรัฐอเมริการและหลายๆประเทศในตะวันตก สามารถที่จะจ้างบริษัทในทวีปเอเชียเช่น จีน อินเดีย เกาหลีใต้ ในการให้บริการด้านต่างๆมากมาย เช่น call center เป็นต้น



การเชื่อมต่อของโลกทำให้ธุรกิจต่างๆได้เปลี่ยนมาเป็นระบบเปิด และขยายตัวไปทั่วโลกมากขึ้น คำถามที่สำคัญคือ ประเทศกำลังพัฒนาจะปรับตัวอย่างไร เพื่อรองรับการขยายตัวของกระแสโลกาภิวัฒน์ของโลก คำตอบคือต้องสร้างแรงงานเปรื่องปัญญาหรือที่เรียกว่า Knowledge worker และต้องผลิตสินค้าและบริการที่หลากหลายส่งออกไปทั่วโลกนั่นเอง

ขณะนี้โลกหันมาใช้วิธีการ Share ความรู้กันมากขึ้น จนทำให้องค์กรที่ทำวิจัยแบบปิดลับ โดยไม่มีการทำงานวิจัยร่วมกับองค์กรอื่นเริ่มหายตายจากไป เช่น ห้องวิจัยของ IBM, Intel, AT&T เป็นต้น องค์กรที่ไหวตัวกับการเปลี่ยนแปลงนี้ทัน ก็เริ่มกระจายความรู้สู่องค์กรที่เขาจับมือด้วย ทำให้ความรู้แตกตัวออก และพัฒนาได้อย่างรวดเร็วขึ้นทันตา จึงทำให้องค์กรที่ปรับตัวทันมีความได้เปรียบองค์กรอื่น จนทำให้เทคโนโลยีของโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน

นักคิดหลายท่านได้เห็นพ้องกันว่า “ ความรู้ก็คือการรู้ว่าตนเองไม่รู้ คนฉลาดคือคนที่รู้ว่าตัวเองโง่ ส่วนคนโง่คือคนที่อวดตัวเองว่าฉลาด สิ่งที่เราไม่รู้สามารถทำอันตรายต่อเราได้ ” ดังนั้น การรู้ว่าตนเองโง่จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้นคนในชาติต้องถูกปลูกฝังให้เข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ต้องรู้ว่าสิ่งใดที่ไม่สามารถต้านทานได้ แต่อาจสามารถชนะได้ด้วยความรู้และปัญญา (Knowledge and Wisdom) และต้องรู้ด้วยว่าสิ่งใดที่ควรเสียเวลาประท้วงกับทุนต่างชาติที่กำลังถาโถมเข้ามาในประเทศ หรือควรใช้เวลาประท้วงต่อต้านไปหาความรู้และปัญญามาต่อสู้จะเป็นวิธีการที่ชาญฉลาดกว่า


พ.อ.รศ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
settapong_m@hotmail.com
ประจำกรมข่าวทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย
กรรมการกำหนดและจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ ภายใต้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)

วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2553

แนะวิธีดูแลสุขภาพ ของสาวออฟฟิศ

คนหนุ่มสาวและคนวัยทำงานยุคใหม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดตีบเพิ่ม มากขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยเฉพาะจากภาวะตึงเครียด ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ความเครียดได้แทรกเข้าไปทุกจุด ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจ เหตุการณ์รอบตัว สังคม ครอบครัว รวมไปถึงสถานที่ทำงาน



นายแพทย์ฉัตรชัย ศรีบัณฑิต ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันเพื่อสุขภาพ แอ๊บโซลูทเฮลท์ ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “ผู้คนต้องทำงานหนักเพิ่มมากขึ้น ทำให้ไม่มีเวลาสำหรับความสบายใจ ความเครียดส่งผลกระทบรุนแรงมาก ทำให้เกิดโรคหลากหลายประการ นอกจากนี้ยังเกิดจากโลหะหนักที่มาจากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ จากการตรวจสอบพบว่า ปลาทะเลส่วนใหญ่มีโลหะหนักจากโรงงานที่ปล่อยสารพิษลงทะเลและแม่น้ำ ขณะเดียวกันพืชผักมียาฆ่าแมลง ทั้งโลหะหนัก สารเคมี และความเครียด มักจะเข้าไปทำลายหลอดเลือดและส่งผลถึงระดับเซลล์ในร่างกายของเรา”

“คนส่วนใหญ่มักจะรู้ถึงสาเหตุของการเกิดโรค แต่มักจะละเลย ทำให้เป็นโรคร้ายต่างๆ สิ่งสำคัญคือต้องพยายามลดทอนความเครียดในบ้านในที่ทำงานลง พยายามหลีกเลี่ยงตัวแปรที่ทำให้เกิดโรค คนไทยดื่มเหล้าเป็นอันดับ 2 ของโลก อย่างนี้โรคหัวใจมาแน่ บุหรี่ก็สูบกันหนัก เครียดก็ออกไปเที่ยว สูบบุหรี่และดื่มเหล้า เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหนักเข้าไปอีก อาหารการกินวิตามินไม่เพียงพอ เราต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ ต้องหันมาดูแลร่างกายและจิตใจให้ผ่องใส สร้างบรรยากาศที่ดีในที่ทำงานและที่บ้าน ก็จะทำให้เราสุขภาพจิตดีขึ้น”

สำหรับคำแนะนำเบื้องต้นสำหรับผู้หญิงวัยทำงาน นพ.ฉัตรชัยกล่าวว่า ในการดูแลสุขภาพตัวเองควรดำเนินการให้ได้ 5 ประการ คือ



1.มองในที่สิ่งที่เราเอาเข้าไปในร่างกาย
อากาศที่เราหายใจ น้ำและอาหารที่เราเอาเข้าร่างกาย เมื่อก่อนไม่ค่อยเลือก แต่ต่อไปต้องเลือกให้มากขึ้น จากผลการวิจัยพบว่าสาเหตุการตายจากโรคมะเร็ง เกี่ยวข้องกับยีน 30% อีก 70% มาจากสิ่งแวดล้อม นั่นหมายความว่าโรคมะเร็งเราป้องกันได้สูงถึง 70%

ถ้าอยากมีสุขภาพดีต่อไป เราต้องเลือกอาหาร อาหารที่ใช้น้ำมันทอดไม่ดี จังก์ฟู้ดส์ไม่ดีแน่นอน ผักผลไม้ถ้าอยู่ในบ้านควรล้างให้ดี ถ่านผงล้างสารพิษได้อย่างดี,อากาศ เราควบคุมไม่ได้ แต่อากาศที่เราเปลี่ยนแปลงได้คือห้องนอน ต้องไม่มีฝุ่น มีช่องระบายอากาศ บ้านชานเมืองเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทไหลหมุนเวียน ต้นไม้ให้อยู่ห่างไกลจากห้องนอน เพราะกลางคืนต้นไม้จะคายคาร์บอนไดออกไซด์

2.เอาพิษออกไม่ต้องเสียเวลาทำดีท็อกซ์
แค่เพียงปฏิบัติด้วยวิธีง่ายๆ คือ ตื่นเช้าเอามะนาว 2 ลูก บีบใส่น้ำ 1 เหยือก ดื่มไปเรื่อยๆ ทานแต่ผักผลไม้ที่มีกากใย กินโยเกิร์ตธรรมชาติ 3 แก้ว ปฏิบัติง่ายๆ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยไม่ต้องไปเสียตังค์เพื่อล้างพิษในราคาแพง

3.อยากได้แรงก็ต้องออกแรง
อยากได้สุขภาพดีก็ต้องออกกำลังกาย หลักของ Action : Reaction คือออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ตื่นเช้าตั้งนาฬิกาปลุกตื่นก่อนเวลา 30 นาที ซิตอัพหรือวิดพื้นวันละ 100 ครั้งก็เพียงพอแล้ว

4.นั่งสมาธิหรือสวดมนต์เช้า 30 นาที
ทำไปสักระยะ จิตจะนิ่ง ความเครียดจะหาย สารความเครียดละลาย สุดท้ายก็ไม่เป็นมะเร็ง การที่จิตไม่นิ่ง ฟุ้งซ่าน คิดมาก เรื่องเยอะ ก่อให้เกิดโรคร้ายหลายอย่าง

5.ปรับสมดุลแก่ร่างกาย
ต้องไปหาแพทย์เพื่อตรวจดูว่าฮอร์โมนสมดุลหรือเปล่า ปัจจุบันมีทางเลือกในการตรวจรักษาหลายแนวทาง แพทย์แนวธรรมชาติบำบัด จะใช้สารธรรมชาติหลายอย่าง เช่น วิตามิน,อาหารเสริม,ฮอร์โมน จะดูว่าร่างกายสมดุลไหม,มีการใช้พืชสมุนไพรเพื่อลดผลข้างเคียง,ตรวจเอนไซม์ ในร่างกาย เป็นต้น


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากDevil

วันพุธที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2553

เรียนวิทยาศาสตร์ไปทำอะไร

คมชัดลึก :" เรียนวิทยาศาสตร์จบแล้วไปทำอะไร ? " คือคำถามยอดฮิตที่พ่อ แม่ ผู้ปกครองมักจะถาม พอๆกับคำกล่าวที่ว่า พัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นคำกล่าวที่มักจะได้ยินอยู่เสมอ


วันนี้ ดร.สุพจน์ หารหนองบัว คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาสามาไขข้อข้องใจ ผ่าน "คมชัดลึก" ว่า จริงๆแล้ว วิทยาศาสตร์นั้นมีความสำคัญกับประเทศมากน้อยเพียงใด


ดร.สุพจน์อธิบายว่า ครอบครัวคือหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคม ดังนั้นหากต้องการสังคมโลกเป็นอย่างไร จะต้องเริ่มสร้างจากสังคมครอบครัวเช่นเดียวกันหากเราต้องการ วัสดุที่มีสมบัติใดๆ เช่น นำไฟฟ้าได้ ทนการกัดกร่อนได้ ป้องกันไฟได้ ปลดปล่อยสารที่ต้องการได้ หยุดยั้งการทำงานของเชื้อโรคได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง เรียนรู้อะตอม หรือ โมเลกุล ซึ่งประกอบขึ้นจากอะตอม หรือเข้าใจลึกลงไปถึงพฤติกรรมของโปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอน ที่ประกอบกันขึ้นเป็นอะตอม เพราะเป็นหน่วยที่เล็กและที่สำคัญที่สุดที่เป็นตัวกำหนดสมบัติและการทำงานของอวัยวะและของวัตถุสิ่งของ ซึ่งคนที่รู้จักพวกนี้ก็คือนักวิทยาศาสตร์นั่นเอง



ดังนั้นผู้ที่เรียนจบวิทยาศาสตร์แล้วจะไปเป็น ครู-อาจารย์ รวมไปถึงการเข้าสู่อาชีพด้านบุคลากรที่ทำหน้าที่กำกับดูแลและบริหารงานด้านการศึกษาตามหน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ หรือเป็น นักวิทยาศาสตร์: ในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯและกระทรวงที่ต้องใช้ความรู้วิทยาศาสตร์ในการวิเคราะห์ ทดสอบ และตรวจสอบคุณภาพ ตรวจสอบการปนเปื้อน หรือตรวจสอบความเป็นพิษต่าง ๆ เพื่อการใช้ในประเทศและส่งออกเช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น


งานด้านพิสูจน์หลักฐาน: อีกงานที่ต้องการนักวิทยาศาสตร์มากขึ้นเพราะนับวันคดีความต่าง ๆ จะมีความซับซ้อนมากขึ้น ประกอบกับความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ที่ลึกซึ้งมากขึ้น จะสามารถนำไปช่วยแก้ปัญหาด้านอาชญากรรมได้มากขึ้น ดังจะเห็นได้ในหลาย ๆ คดีว่า เก็บเส้นผมได้เส้นเดียว หรือเศษผิวหนังในเล็บมือได้ ก็สามารถคลี่คลายคดีได้ เป็นต้น


อาจารย์ในมหาวิทยาลัย: คณะวิชาต่างๆ ในมหาวิทยาลัย เช่น แพทย์ วิศวะ เภสัช ทันตะฯ รับอาจารย์ที่จบสาขาวิทยาศาสตร์เข้าทำงานมากขึ้น อีกแหล่งงานคือ กลุ่มมหาวิทยาลัยใหม่ซึ่งได้แก่มหาวิทยาลัยราชภัฎ ราชมงคลและมหาวิทยาลัยเอกชน มีความต้องการอาจารย์(ปริญญาเอก) ด้านวิทยาศาสตร์สูงมากนักวิจัยในสถาบันวิจัยชั้นสูง: ตัวอย่างเช่นนักวิจัยในสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งปัจจุบันมีนักวิจัยที่จบทางด้านวิทยาศาสตร์กว่า 3000 คนและเชื่อว่าในอนาคต จะมีสถาบันวิจัยลักษณะเช่นนี้ ทั้งภาครับและเอกชน เพิ่มมากขึ้น


รวมทั้งภาคเอกชน: โรงงานอุตสาหกรรมค่อนข้างจะเป็นตลาดใหญ่เพราะโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นภาคการผลิตทุกแห่งไม่ว่าจะเป็นโรงงาน ด้านเกษตร อาหาร สิ่งทอ พลาสติก น้ำมัน อิเล็กทรอนิค เป็นต้น ล้วนต้องการนักวิทยาศาสตร์เพื่อทำหน้าที่ดูแลคุณภาพ ดูแลสภาพแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ทั้งนี้รวมถึงสถานพยาบาล ต่าง ๆ ด้วย


"เพื่อแก้ปัญหาเด็กไทยอ่อนวิทย์จึงได้จัดโครงการตลาดวิชาวิทยาศาสตร์ (Science for All) คณิตศาสตร์ แต่ละวิชาจะมีคณะทำงานเพื่อจำแนกและกำหนดเนื้อหาแต่ละหัวข้อย่อยวิชาละ 100 หัวข้อ โดยครอบคลุมเนื้อหา ม. ปลาย และปี 1 จากนั้นจะเสาะหาครู อาจารย์ นักศึกษา และบุคคลทั่วไปที่มีทักษะการสอนวิทยาศาสตร์เข้าใจ เนื้อหาวิชามากกว่าการทำข้อสอบได้ มาจัดทำเป็นวิดีทัศน์การสอนลงระบบ online ภายใน3 ปี ให้ครู นักเรียนเข้ามาอ่านได้ เชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาเด็กไทยอ่อนวิทย์ได้ในระดับหนึ่ง" ดร.สุพจน์กล่าว


อย่างไรก็ตามในอนาคตรัฐบาลจะดำเนินนโยบายเพื่อให้เกิดศูนย์วิจัย ศูนย์บริการ หรืออุตสาหรรมขนาดใหญ่ของภาครัฐหรือเอกชนในระดับที่เป็นศูนย์กลาง (hub) ระดับภูมิภาคหรือระดับโลก เช่นการตั้งโรงงานอิเล็คทรอนิคส์ขนาดใหญ่ การจัดตั้งและลงทุนด้าน life science center หรือhealth science center ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาล


รวมทั้งการจัดตั้งโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษา แต่ละโครงการฯจะแหล่งงานขนาดใหญ่ที่ต้องการนักวิทยาศาสตร์โครงการละหลายพัน หรือเป็นหมื่นคนและจะมีอุตสาหกรรมและการจ้างงานด้านอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย ถึงตรงนี้น้องๆที่กำลังจะแอดมิชชั่นส์คณะวิทยาสตร์คงมีคำตอบให้กับตัวเองแล้ว



ขอขอบคุณที่มา : คมชัดลึก

ข้อควรระวังในการสอบโอเน็ต Onet

ผ่านพ้นเดือนแห่งปีใหม่ไปเรียบร้อย นับจากนี้ไปคงเป็นเรื่องที่อยู่ในช่วงของการเตรียมตัวเปลี่ยนแปลงของนักเรียนมัธยมปลาย (ม.6) สู่รั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ


แนวทางการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปี 2551 นี้ ยังไม่ได้มีการเปลี่ยน ใด ๆ หากแต่ยังคงหลักเกณฑ์เดิมทุกประการ ซึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้น จะเริ่มใช้ในการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยในปี 2553 โดยมีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบในการคัดเลือกผู้สมัครเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งเกณฑ์ที่ใช้ประกอบด้วย คะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.ปลาย) หรือจีพีเอเอ็กซ์ คะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐานหรือโอเน็ต และคะแนนแบบทดสอบความถนัด ซึ่งถือว่าเกณฑ์ที่ใช้ลดความเข้มข้นลงไปจากเดิมพอควร


สำหรับแนวโน้มที่เกิดขึ้น ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ชัด คือ รูปแบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย โดยเป็นไปในทิศทางที่มหาวิทยาลัย/สถาบันแต่ละแห่งจะดำเนินการรับสมัครนักศึกษาผ่านโครงการต่าง ๆ รับนักศึกษาด้วยตนเองมากขึ้น ทั้งนี้ เนื้อหาหลักสูตรและค่าเล่าเรียนอาจมีความแตกต่างกันไปตามต้นทุนในการผลิตบัณฑิตในแต่ละสาขาวิชาและมหาวิทยาลัย

ในขั้นตอนของการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยนั้น โดยส่วนใหญ่หมายมั่นปั้นมือว่าตนเองต้องผ่านการคัดเลือกแน่ ในขณะที่ผู้สมัครอีกกลุ่มอาจเตรียมตัวเตรียมใจหาที่เรียนหรือมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ไว้สำรอง กันความพลาดหวัง ซึ่งถือเป็นสิ่งดีและพึงกระทำอย่างยิ่ง เพราะจะได้ไม่ต้องวิ่งรอกหาสถานที่เรียนใหม่ ทั้งนี้อย่างน้อยที่สุดยังมีมหาวิทยาลัยที่รับเข้าเรียนแน่นอน ไม่ต้องปวดหัวหรือเสียเวลา

ในการเลือกคณะวิชาในปีการศึกษา 2551 การเลือกคณะวิชาอาจไม่แตกต่างจากปีก่อน ๆ โดยบรรดาคณะวิชา/สถาบันในฝันคงอยู่ในกลุ่ม คณะแพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยีและสารสนเทศ นิเทศศาสตร์หรือวารสารศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ รวมไปถึงคณะนิติศาสตร์หรือคณะรัฐศาสตร์ และจำนวนผู้สมัครคงจะมีปริมาณที่มากเช่นเคย และอัตราการการแข่งขันย่อมอยู่ในสัดส่วนที่สูง ดังนั้น หากผู้ที่มีคะแนนสอบไม่สูงมาก เมื่อทดสอบกับโปรแกรมคำนวณการสมัครของปีที่ผ่านมา ควรเลี่ยงหรือเลือกคณะวิชา/สถาบันอื่น ๆ รองรับไว้ด้วยน่าจะช่วยได้มาก


การไม่ผ่านคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย มิใช่สิ่งที่จะมากำหนดความสำเร็จของชีวิตในอนาคตแท้จริงแต่ประการใด หากแต่ถือเป็นเกมหรือจังหวะหนึ่งของชีวิตที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง ในขณะที่เราก็สามารถเติบโตหรือก้าวหน้าและประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างมากมายเช่นเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่า เรากำหนดชีวิต หรือเราเลือกเส้นทางของชีวิตไว้อย่างไร


นอกเหนือจากการสมัครเข้าเรียนผ่านระบบแอดมิสชั่นส์หรือระบบกลาง รวมถึงโครงการพิเศษต่าง ๆ แล้ว ทางเลือกอื่น ๆ อาทิ สถาบันหรือมหาวิทยาลัยเอกชนที่ยังคงเปิดรับนักศึกษาอีกเป็นจำนวนมาก รวมถึงมหาวิทยาลัยราชภัฏที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยในต่างประเทศที่สามารถเลือกเรียนได้อีกมากเช่นเดียวกัน โดยการไปศึกษาต่อต่างประเทศยังจะเป็นการเพิ่มทักษะทางภาษาได้ดีอีกด้วย โดยในปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาต่างประเทศจำนวนมากเปิดรับนักศึกษา ซึ่งในบางประเทศมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงมากนัก โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ใกล้กับเรา ในขณะที่มาตรฐานการศึกษาอยู่ในระดับที่สูงหรืออาจดีกว่าในบางด้านอีกด้วย

ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้น อย่าคิดแต่เพียงว่า การผ่านการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยนั้นถือเป็นความสำเร็จสูงสุดของชีวิต เพราะโดยความเป็นจริงแล้ว การผ่านการคัดเลือกดังกล่าวถือเป็นเพียงก้าวแรกของความสำเร็จบางด้านหรือบางตอนเท่านั้น ในขณะที่หนทางข้างหน้าที่ต้องเจอะเจอยังมีอีกยาวไกล โดยช่วงเวลา 4 หรือ 5 ปีในรั้วมหาวิทยาลัยถือเป็นช่วงเวลาที่สั้นมาก มีข้อดีมากมายสำหรับทุกคนที่มีโอกาสเหล่านั้นที่จะกอบโกยประสบการณ์ทุกอย่างได้ชนิดที่อาจกล่าวได้ว่า มีครบทุกรส ทั้งสุข เศร้า สมหวัง ร้องไห้ ดีใจ ซึ่งถือว่าดีที่สุด สมบูรณ์ที่สุดในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต


สำหรับการสอบโอเน็ต มีข้อควรระวังหลายประการ เช่น การกรอกข้อมูลส่วนตัว ชื่อ นามสกุล เลขที่นั่งสอบ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝนกระดาษคำตอบ แม้แต่การฝนกระดาษคำตอบ หรือการระบายคำตอบ ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้น การเข้าสอบจึงต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่ปรากฏทั้งในกระดาษคำตอบและแบบทดสอบอย่างเคร่งครัด


ในขณะที่หากเกิดข้อสงสัยในการสอบ หรือปัญหาไม่ว่ากรณีใด ๆ การสอบถามจากกรรมการหรือผู้ควบคุมห้องสอบ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำข้อสอบ และช่วยขจัดข้อข้องใจ ช่วยลดความเครียดที่อาจเกิดขึ้นได้ ในขณะที่การคิดแก้โจทย์ข้อสอบน่าจะราบรื่นไปด้วย

ปัญหาที่เกิดขึ้นมีค่อนข้างบ่อย มาจากการความไม่รู้หรือไม่อ่านคำสั่งที่ปรากฏในแบบทดสอบอย่างละเอียด และผลของความประมาทที่ว่านี้ส่งผลต่อการสมัครคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยในเวลาต่อมา



ขอบคุณข้อมูลจาก " การศึกษาวันนี้ "

http://www.vcharkarn.com/vstudent/4

โยคะ....เพื่อสุขภาพ

โยคะถือว่าเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง ซึ่งวันนี้เลยอยากเอาประโยชน์ของการฝึกโยคะมาฝากกันค่ะ เพราะช่วงนี้รู้สึกว่าการเล่นโยคะจะแพร่หลายขึ้นทุกวันเลย เราไปดูประโยชน์ของมันเลยดีกว่าค่ะ....

หน้าที่ 1 - โยคะ....เพื่อสุขภาพ


เช้านี้เป็นไงกันบ้างค่ะรู้สึกสดชื่นเหมือนกันรึเปล่า ใช่ค่ะวันนี้ออยรู้สึกกระปรี่กระเปร่าเป็นอย่างมาก อาจเป็นเพราะช่วง2-3วันนี้ได้ออกกำลังกายด้วยมั๊ง เมื่อคืนก็ลงฝึกโยคะแต่ดูท่ามันก็ยากเหมือนกันแฮะ แต่บอกได้เลยค่ะว่ามันดีจริงๆ และสำหรับวันนี้เลยอยากเอาประโยชน์ของการฝึกโยคะมาฝากกันค่ะ เพราะช่วงนี้รู้สึกว่าการเล่นโยคะจะแพร่หลายขึ้นทุกวันเลย เราไปดูประโยชน์ของมันเลยดีกว่าค่ะ....

ประโยชน์ของโยคะ [ Benefits of YOGA ]


1.เพิ่มการไหลเวียนของเลือด ปรับระดับความดันเลือดให้เป็นปกติ บำบัดโรคที่เกี่ยวกับเลือดไม่ดี โรคภูมิแพ้ ลมหมักหมม ผิวพรรณที่ไม่ผ่องใส สมองไม่ปลอดโปร่ง มึนศีรษะง่าย

2.ด้านกายภาพบำบัด
• กล้ามเนื้อ ข้อต่อ และเอ็น มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทำให้การเดินคล่องขึ้น การทรงตัวดีขึ้น
• กระดูกสันหลังถูกปรับให้เข้าสภาพปกติ ป้องกันอาการปวดหลัง ปวดต้นคอ หรือ ปวดศีรษะ และปรับรูปร่างให้สมดุล กระดูกไม่งอ ไหล่ไม่เอียง
• ท่าบริหารโยคะบางท่าถูกดัดแปลงใช้กับคนชรา และคนพิการเพื่อสามารถฝึกบนเตียง หรือบนรถเข็นได้

3.กระตุ้นสมองให้มีความจำดีขึ้น
• การผ่อนคลายลึก ๆ หลังการฝึก ทำให้เกิดคลื่นอัลฟา มีผลต่อการผ่อนคลายต่อสมอง
• คลายความเครียด แก้โรคนอนไม่หลับ

4.นวดอวัยวะภายในให้แข็งแรงขึ้น เช่น หัวใจ มดลูก กระเพาะอาหาร ตับ ไต เป็นต้น ทำให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น เลือดไปที่ไตล้างไตให้สะอาดขึ้น ระบบการหายใจจะโล่งขึ้น ทำให้การเผาผลาญแคลอรีในร่างกายเพิ่มขึ้น ได้พลังงานเสริมความแข็งแรง



5.ใบหน้าดูอ่อนเยาว์
• ร่างกายมีสัดส่วนดีขึ้น สวยงามขึ้น
• ช่วยควบคุมน้ำหนักได้อย่างดี

6.ด้านจิตบำบัด
• จิตสงบและมีสมาธิมากขึ้น
• ลดความวิตกกังวลและอาการที่ตื่นกลัว
• นักกีฬา นักเต้นรำ นักแสดง อาจใช้โยคะเพื่อกำจัดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ และเพิ่มสมาธิก่อนการแข็งขัน ก่อนการแสดง
• นายแพทย์ ดีน ออร์นิช ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจจากแคลิฟอร์เนีย ได้ผสมผสานโยคะแบบใหม่ในการรักษาผู้ป่วย โรคหัวใจ
• โครงการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง และศูนย์วิจัยในแคลิฟอร์เนีย สอนโยคะให้ผู้ป่วยในระยะสุดท้าย เพื่อให้รู้สึกสงบ

7.เพศสัมพันธ์บกพร่อง สามารถบรรเทา หรือแก้ไขได้ด้วยท่าโยคะหลาย ๆ ท่า

ไงคะเห็นประโยชน์เยอะขนาดนี้แล้ว เริ่มที่จะอยากขยับตัวยักย้ายส่ายสะโพกเพื่อออกกำลังกายกันบ้างรึยังค่ะ แต่ขอเตือนหน่อยนึงว่าตอนเพิ่งฝึกอย่าทำแบบหักโหมนะคะ ไม่งั้นจะเป็นอันตรายได้ค่ะ


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จากThailaponline