วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วิตามินต้านผมหงอก


http://www.yourhealthyguide.com/article/images_article/nature-vitamin-2.gifโดยปกติผมหงอกตามธรรมชาติ เกิดจากเซลล์มิวเคอร์ (mucor) ซึ่งทำหน้าที่ผลิตสารสีดำในร่างกายเสื่อมสภาพ จนไม่สามารถสร้างสารสีดำได้ จึงทำให้เกิดผมหงอก เซลล์นี้จะเสื่อมสภาพตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น

ส่วนผมหงอกก่อนวัยจะพบในคนที่อายุยังน้อย โดยเกิดจากการที่ผมชั้นคอร์เท็กซ์ (cortex) ไม่สามารถสร้างเซลล์ที่คอยผลิตเม็ดสีชื่อเมลาโนไซท์ส (melanocytes) ที่มีส่วนประกอบของเอนไซม์ไทโรซิเนส (tyrosinase) ซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดสีผม หรือ เมลานิน (melanin) ได้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้เม็ดสีผมในร่างกายค่อยๆ ลดจำนวนลงไปทีละน้อยๆ จนเป็นเหตุทำให้ผมหงอกในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ผมหงอกก่อนวัยมักไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด แต่การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ กินอาหารและยาบางชนิด มีความเครียดก็มีผลต่ออาการได้เหมือนกัน โดยเฉพาะกรรมพันธุ์เป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งพบได้บ่อยในครอบครัวที่มีประวัติผมหงอกก่อนวัย ในผู้ชายมักจะเริ่มหงอกบริเวณขมับและเหนือจอน ส่วนผู้หญิงเริ่มจากบริเวณรอบๆ แนวไรผม ซึ่งจะเริ่มจากปลายผมก่อน แล้วค่อยๆ ลามไปที่โคนผม

นอกจากนี้ อาการผมหงอกก่อนวัย ยังเกิดจากโรคที่แฝงอยู่ในตัวคุณได้ด้วย เช่น โรคหัวใจ ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยลง โรคซีด โรคผิวหนัง โรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ โรคกล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ ในกรณีนี้เมื่อรักษาโรคที่เป็นอยู่จนหายขาดแล้ว อาการผมหงอกจะหายไปเอง

วิตามินและแร่ธาตุต้านผมหงอกก่อนวัย

การที่ร่างกายจะสามารถสร้างเอนไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดสีผมได้อย่างเพียงพอนั้น คุณต้องได้รับวิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้อย่างเพียงพอก่อน

1.

ทองแดง พบมากในถั่วฝักยาว ถั่วแขก ถั่วลันเตา เมล็ดทานตะวัน ลูกเกด ลูกพลับ กล้วยตาก แครอท หัวไชเท้า เผือก มัน ผลไม้สดทุกชนิด

2.

ไอโอดีน พบมากในอาหารทะเลทุกชนิด และอาหารที่ปรุงด้วยเกลือไอโอดีน

3.

เหล็ก มีมากในปลา ลูกเกด ผักใบเขียว เช่น คะน้า ตำลึง กวางตุ้ง ผักบุ้ง ผักพื้นบ้าน เช่น มะเขือพวง ใบชะพลู ผักโขมหนาม และผักกูด

4.

กรดโฟลิก พบมากในถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ ผักใบเขียวเข้ม เช่น คะน้า ตำลึง ผักบุ้ง กวางตุ้ง แครอท ฟักทอง ไข่แดง และตับ

5.

กรดแพนโทเทนิก หรือวิตามินบี 5 พบมากในข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด แอ๊ปเปิ้ล

6.

พาบา อยู่ในกลุ่มวิตามินบีรวม ซึ่งเป็นวิตามินเทียมที่ละลายในน้ำ พบมากในจมูกข้าวสาลี ข้าวกล้อง โยเกิร์ต และผักใบเขียว

7.

ไบโอติน เป็นหนึ่งในกลุ่มวิตามินบีคอมเพล็กซ์ พบมากในอาหารจำพวกถั่วเหลือง และซีเรียล (การกินยาปฏิชีวนะติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้การสังเคราะห์ไบโอตินในลำไส้ลดลง)

อาหารยับยั้งผมหงอกก่อนวัย

กลุ่มอาหารที่มีความจำเป็นต่อการยับยั้งผมหงอกก่อนวัยมีดังนี้

1.

สาหร่ายทะเล นำมาปรุงเป็นอาหารจำพวกข้าวปั้น ต้มจืด หรืออบกรอบกินเป็นของขบเคี้ยวยามว่าง นอกจากจะช่วยยับยั้งผมหงอกก่อนวัยแล้ว ยังช่วยทำให้ผมดกดำด้วย เพราะอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก และไอโอดีน

2.

งา โรยงาลงในอาหารในแต่ละมื้อ จะช่วยยับยั้งปัญหาผมหงอกก่อนวัยได้ เพราะในงามีไขมันจากธรรมชาติ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินอี และเกลือแร่

3.

เครื่องดื่มสมุนไพร ปั่นแครอทหั่นหยาบ 1/2 ถ้วย หัวไชเท้าหั่นหยาบ 1/2 ถ้วย และน้ำเย็นจัด 1 ถ้วยเข้าด้วยกัน กรองเอาแต่น้ำใส่ในแก้ว ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ และเกลือป่น 1/4 ช้อนชา ดื่มทันที

ครีมหมักผมสมุนไพรต้านผมหงอก

เพียงนำสมุนไพรที่เราแนะนำต่อไปนี้ มาทำเป็นครีมหมักผม จะช่วยต้านปัญหาผมหงอกก่อนวัยของคุณได้

1.

นำใบบัวบกสดปั่นกับน้ำสะอาดปริมาณพอเหมาะให้ละเอียด กรองเอาแต่น้ำ แล้วนำมาเคี่ยวกับน้ำมะพร้าว จากนั้นนำมาชโลมผม หรือนวดหนังศีรษะ ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

2.

นำใบบัวบกสดมาตำแล้วคั้นเอาแต่น้ำ แล้วชโลมผมทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จากนั้นสระผมตามปกติด้วยแชมพูสมุนไพร

3.

นำน้ำมันมะกอกนวดหนังศีรษะ ใช้ผ้าโพกหัวทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วนำผลมะกรูด 2-3 ผล เผาไฟพอสุก จากนั้นนำมาขยำกับน้ำ และนำน้ำที่คั้นได้ไปสระผม

4.

ใช้น้ำเมือกว่านหางจระเข้ชโลมผมจนทั่ว อย่าให้เปียกมากเกินไป ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที ผมจะแห้งพอดี ทำเป็นประจำทุกเช้า-เย็น และหลังสระผม

เมื่อแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี นอกจากจะไร้ปัญหาเรื่องผมหงอกก่อนวัยแล้ว อาจส่งผลให้คุณมีผมดกดำสลวยอย่างคนสุขภาพดีได้อีกด้วย ส่วนคนที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี แล้วมีปัญหาผมหงอกก่อนวัย ควรรีบไปพบแพทย์โรคผิวหนัง เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด และหาทางรักษาที่ถูกวิธีต่อไป

นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 197

แหล่งข้อมูล : www.cheewajit.com

วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553

โรคอ้วน/3

อาหารและการออกกำลังกายเพื่อการลดน้ำหนัก

การลดน้ำหนักลงชั่วครั้งชั่วคราวนั้นทำได้ง่าย แต่การจะให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างถาวร คือ การเปลี่ยนจากคนอ้วน กลายเป็นคนหุ่นผอมเพรียวบางตลอดชีวิตนั้น เป็นเรื่องยากมาก เพราะฉะนั้นการจะประสบผลสำเร็จในการลดน้ำหนักตัวให้ลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ เราจึงควรจะมีน้ำหนักตัวที่คงที่อย่างน้อย 3 – 4ปี

เหตุผลสำคัญที่ทำให้การลดน้ำหนักตัวทำได้ยาก เพราะเมื่อมีไขมันและกล้ามเนื้อมากขึ้นแล้ว ร่างกายจะสร้างฮอร์โมนและสารเคมีต่าง ๆ อีกหลายชนิด ซึ่งสารเคมีเหล่านี้จะบังคับสมองให้รับประทานอาหารในแต่ละมื้อมากขึ้น สังเกตได้ง่าย ๆ ว่า ขณะนี้อาหารจานด่วนของคนอเมริกันแต่ละมื้อ จะมีปริมาณที่มากกว่าคนประเทศอื่นมาก การรับประทานให้เต็มอิ่มในแต่ละมื้อจะทำให้ได้สารอาหารรวมทั้งพลังงานเกินกว่าความต้องการของร่างกาย จึงทำให้มีไขมันสะสมภายในร่างกายวันละเล็กวันละน้อยไปเรื่อยๆ ดังนั้นนอกจากน้ำหนักตัวจะไม่ลดลงแล้ว หากไม่พยายามควบคุมความอยาก น้ำหนักตัวก็จะเพิ่มขึ้นทุ ก ๆ วัน

เมื่อจะเริ่มต้นลดน้ำหนัก ควรคิดเสมอว่าจะต้องต่อสู้กับเรื่องนี้อีก ยาวนาน และต้องรักษาชัยชนะที่ได้มาให้ได้ตลอดไป โดยเริ่มต้นแบบง่ายๆ ไม่หักโหมเกินไปทั้งทางด้านอาหารและด้านการออกกำลังกาย เมื่อเคยชินในระดับหนึ่งจึงค่อยเพิ่มความเข้มงวดขึ้น

ลำดับแรกจะขอกล่าวถึงเรื่อง การรับประทานอาหารเพื่อการลดน้ำหนักก่อน เราควรรู้ว่าไขมันที่ใช้ประกอบอาหารนั้น ให้พลังงานสูงกว่าแป้งและโปรตีนถึง 2 เท่า และมีส่วนสำคัญทีทำให้รสชาติอาหารดีขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ยากที่สุดที่จะลดไขมันในการประกอบอาหาร ส่วนแป้ง เช่น ข้าวและขนมปัง แม้จะให้พลังงานน้อยกว่าไขมันถึง 2 เท่า แต่ในแต่ละมื้อเรามักจะรับประทานแป้งเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ได้พลังงานจำนวนมากเช่นกัน แม้จะไม่มีไขมันในอาหาร ในทางปฏิบัติการควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนัก ขอแนะนำให้รับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อ โดยอาจจะรับประทานผลไม้ในมื้อบ่ายและก่อนนอน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้หิวเกินไป อาหารมื้อเช้าควรจะรับประทานประมาณ 200 กิโลแคลอรี ถ้าเป็นนมไขมัน 0% กับธัญพืชครึ่งห่อ ก็จะได้พลังงานจำนวนเท่านี้พอดี สำหรับอาหารของคนไทยก็ขอแนะนำเป็นโจ๊ก 1 ถ้วย ไม่ใส่ไข่ หรือข้าวต้ม 1 ถ้วย มีผักดอง ปลานึ่ง และไข่เค็มก็ได้ ส่วนมื้อกลางวันซึ่งเรามักจะอยู่ที่ทำงานก็ก๋วยเตี๋ยวน้ำ รับประทานเป็นประจำครั้งละ 1 ชาม จะเป็นเส้นหมี่ บะหมี่ เส้นเล็ก เส้นใหญ่ เย็นตาโฟ หรือสุกี้ก็ได้ จะได้พลังงานประมาณ 200 – 250 กิโลแคลอรี สำหรับมื้อเย็น ถ้าจำเป็นต้องับประทานอาหารตามสั่ง ก็สั่งมา 1 จาน โดยลดข้าวลงเหลือครึ่งจาน แล้วรับประทานกับข้าวและข้าวให้หมด ก็จะได้พลังงานประมาณ 350 – 400 กิโลแคลอรี ในช่วงก่อนนอนหรือช่วงบ่ายๆ อาจจะรู้สึกหิวในช่วงแรก ๆ ของการรับประทานอาหารเช่นนี้ ก็สามารถรับประทานผลไม้จานเล็ก ๆ หรือแอปเปิลสัก 1 ลูกก็ได้ ถ้ารับประทานตามที่อธิบายไว้ข้างต้นนี้ แล้วน้ำหนักตัวจะลดลงประมาณเดือนละ 2 กิโลกรัม

คราวนี้มาถึงเรื่องการออกกำลังกาย ถ้าผู้อ่านเป็นคนที่ไม่เคยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก่อน ก็ขอให้เปลี่ยนความคิดมาทำเป็นประจำทุกวัน โดยในขั้นแรกต้องค่อย ๆ เพิ่มเวลาและความเร็วของการออกกำลังกาย โดยเริ่มต้นจากการเดิน คล้ายๆ กับเดินเล่น ประมาณวันละครึ่งชั่วโมง ทำจนครบ 10 วัน จึงค่อยเพิ่มความเร็วในการเดิน โดยอาจจะใช้เวลาเท่าเดิม จนผ่านไป 10 วัน จึงเปลี่ยนเป็นวิ่งช้า ๆ ประมาณครึ่งชั่วโมงเช่นกัน เมื่อทำได้ทุกวันเช่นนี้ ร่างกายจะสามารถเผาผลาญพลังงานได้ประมาณ 150 กิโลแคลอรี ถ้าออกกำลังกายทั้งเจ็ดวัน ร่างกายจะเผาผลาญไขมันได้ประมาณ 1,000 กิโลแคลอรี ซึ่งเท่ากับลดไขมันในร่างกายได้ 2 ขีดเลยทีเดียว

การออกกำลังกายทีดีไม่จำเป็นต้องมีเหงื่อก็ได้ ถ้าอากาศรอบข้างเย็นก็จะทำให้ผู้ออกกำลังกายเย็นสบาย ไม่ร้อน หรืออึดอัด สำหรับเคล็ดลับของการเลือกออกกำลังกาย ก็คือ เลือกการออกกำลังกายที่มีการยกขาขึ้นลงเรื่อยๆ เพราะท่อนขาเป็นแหล่งเผาผลาญไขมันมากที่สุดในช่วงการออกกำลังกาย ดังนั้นการแช่ตัวในน้ำอุ่นหรืออบซาวน่าจึงไม่ใช่การออกกำลังกาย เพราะจะไม่มีการสูญเสียไขมันเลย มีแต่การสูญเสียน้ำ ซึ่งเรามักจะดื่มน้ำขดเชยในภายหลัง น้ำหนักตัวจึงไม่ลดลง

ปัจจุบันมีการโฆษณามากมายที่ระบุว่า ไม่ต้องควบคุมอาหารและไม่ต้องออกกำลังกายก็สามารถลดน้ำหนักตัวได้ ขอยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้เลย เพราะการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายคือ 2 วิธี หลักในการลดน้ำหนัก การใช้ยาทา ตบ ๆ ตามตัว หรือใช้อินฟราเรดเพื่อละลายไขมันนั้น ไม่ได้ผลต่อการลดน้ำหนักเลย นอกจากนี้ยังมีการขายยาที่บอกสรรพรคุณว่าช่วยสลายไขมัน ซึ่งก็ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ระบุว่ามีฤทธิ์เช่นนั้นจริง แต่ในปัจจุบันมียาที่ช่วยลดการดูดซึมของไขมันในอาหาร โดยต้องรับประทานยาพร้อมอาหาร ถ้าไม่ควบคุมอาหารโดยการลดไขมันในอาหาร ก็ต้องรับประทานยานี้ทุกมื้อ ซึ่งจะส่งผลเสียทำให้ถ่ายเหลวเป็นไขมันออกมากับอุจจาระ และทำให้ถ่ายบ่อยจนในที่สุดก็จะเลิกรับประทานยาเพราะการถ่ายบ่อยรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของเรา

โดยสรุปแล้ว การควบคุมอาหารโดยการลดไขมันในอาหาร ทำกับข้าวโดยการนึ่งหรืออบ ไม่ทอดน้ำมัน และควบคุมปริมาณข้าวและขนมปังในแต่ละมื้อหลัก ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นวิธีการที่ถูกต้องที่สุด ได้ผลดีที่สุด และควรทำอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งทำอย่างต่อเนื่องทำไปเรื่อย ๆ ถึงแม้น้ำหนักตัวจะลดลงมาอยู่ในระดับปกติแล้วก็ตาม

วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553

โรคอ้วน/2

ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคอ้วน


ภาวะแทรกซ้อนจากโรคอ้วนจะค่อย ๆ สะสมอยู่ภายในร่างกาย พร้อมกับไขมันที่ค่อย ๆ สะสมมากขึ้นตามร่างกาย ภาวะแทรกซ้อนนี้อาจจะยังไม่แสดงอาการออกมา หรือถ้าแสดงออกมาก็จะนึก ไม่ถึงว่ามีสาเหตุมาจากโรคอ้วน ในบทจึงต้องการาชี้ให้เห็นแต่ละ ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดมากขึ้นจากการมีไขมันสะสมในร่างกาย
เริ่มจากบริเวณลำคอ เมื่อมีไขมันสะสมมากขึ้นทางเดินหายใจจะค่อย ๆ ตีบแคบลง ถ้านั่งทำงานหรือยืนก็จะยังไม่ส่งผลกระทบใด ๆ แต่เมื่อนอนราบลง ทางเดินหายใจจะแคบลงทั้งจากกล้ามเนื้อและไขมันที่บริเวณคอส่วนหน้าตกทับลงมาที่หลอดลม และจากการที่ลิ้นตกลงมาในช่องคอในขณะนอน จึงทำให้หายใจเข้าลำบากและเกิดการนอนกรน เมื่ออ้วนมากขึ้นไปอีกจะมีการคั่งของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ขณะนอน และมีการหยุดหายใจเป็นพัก ๆ ทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองลดน้อยลง เมื่อตื่นนอนขึ้นมาจึงมีอาการคล้ายกับคนนอนไม่เต็มอิ่ม ทั้ง ๆ ที่นอนยาวมาทั้งคืน
อวัยวะต่อมาที่จะมีปัญหาก็คือ การมีไขมันที่ค่อย ๆ สะสมบริเวณหลอดเลือดมากขึ้น โดยเมื่อสะสมถึงจุดหนึ่งจะเริ่มมีความดันโลหิตสูงขึ้น การมีความดันโลหิตสูงจะทำให้หัวใจทำงานเหนื่อยมากกว่าปกติ แม้จะสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย หัวใจก็ต้องทำงานมากกว่าเดิม 10 – 12 % ซึ่งในระยะยาวจะทำให้หัวใจอ่อนล้าเร็วกว่ากำหนด โดยอาจจะแสดงออกด้วยจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ หรือกล้ามเนื้อหัวใจตายบางส่วน ซึ่งทั้งสองสาเหตุนี้จะทำให้หัวใจวายเฉียบพลันได้
ต่ำลงมาจรกหัวใจเล็กน้อยก็คือ ตับอ่อน เมื่อมีไขมันสะสมในร่างการมากขึ้นจะทำให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ตับอ่อนต้องสร้างอินซูลินมากกว่าปกติ แต่ก็มีจำนวนไม่มากพอ ทำให้คนอ้วนเกิดเป็นโรคเบาหวาน การเกิดโรคเบาหวานเนื่องจากโรคอ้วนนี้จะส่งผลเสียต่อตับ หัวใจ และอวัยวะอื่น ๆ ทำให้อวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกายเสื่อมโทรมก่อนวัน การจะรักษาโรคเบาหวานที่มีสาเหตุจากโรคอ้วน นี้จึงต้องรักษาไปพร้อม ๆ กับโรคอ้วน จึงจะได้ผลดี
อวัยวะข้างเคียงกันที่เริ่มมีคนพูดถึงกันมากขึ้นก็คือ ตับ เมื่อมีไขมันตามร่างกายมากขึ้น ก็จะมีไขมันสะสมที่ตับมากขึ้น ทำให้ตับเกิดการอักเสบ และเมื่อปล่อยให้อักเสบนาน ตับจะเริ่มแข็ง ประสิทธิภาพการทำงานลดลง จนในที่สุดก็จะเกิดอาการตับวาย หรือเกิดโรคมะเร็งตบได้ ในปัจจุบันนี้โรคตับอักเสบอันเนื่องมาจากไขมัน เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของโรคตับอักเสบทุกชนิดรวมกัน
นอจากนี้ยังมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ อันเนื่องมาจากโรคอ้วน เช่น โรคไต โรคปอด และโรคผิวหนัง จากการสำรวจพบว่าในประเทศที่พัฒนาแล้ว ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ส่วนใหญ่เป็นค่ารักษาภาวะแทรกซ้อนอันเนื่องมาจากโรคอ้วน สำหรับประเทศไทย ค่าใช้จ่ายทางด้านนี้ก็กำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการรักษาภาวะแทรกซ้อนแต่ละชนิดต้องใช้ค่ารักษามากและเป็นการรักษาที่ไม่หาย คือต้องรักษายานาน ตราบใดที่ยังไม่ได้รักษาโรคอ้วนซึ่งเป็นสาเหตุหลักให้หายขาด
เมื่อเล็งเห็นว่าปัญหาโรคอ้วนทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนมากมายเช่นนี้ เราจึงควรหันมาเน้นทางด้านการป้องกันไม่ให้เกิดโรคอ้วน โดยโรคอ้วนจะเกิดจากการที่น้ำหนักตัวจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น สำหรับผู้ใหญ่ก็สังเกตได้ง่ายว่ากำลังจะเป็นโรคอ้วนหรือยัง โดยถ้าเป็นผู้ชายให้ใช้ความสูงลบด้วย 100 เช่น ถ้ามีความสูง 170 เซนติเมตร เมื่อลบด้วย 100 น้ำหนักตัวที่ควรจะเป็น คือ 70 กิโลกรัม สำหรับผู้หญิงให้ใช้ความสูงลบด้วย 105 เช่น ถ้าสูง 160 เซนติเมตร น้ำหนักตัวก็ไม่ควรเกิน 55 กิโลกรัม บางครั้งน้ำหนักตัวอาจจะมากกว่าเกณฑ์นี้ได้ 1 - 2 กิโลกรัม แต่ก็ควรรีบลดลงมาให้อยู่ในเกณฑ์ภายใน 1 – 2 สัปดาห์ เพราะถ้าปล่อยให้น้ำหนักเกินไปนาน ๆ ก็จะทำให้น้ำหนักตัวค่อย ๆ สะสมเพิ่มขึ้นทีละน้อย ดังนั้นจึงอยากเน้นให้ทุกคนหันมาสนใจป้องกันการเกิดโรคอ้วนจะดีกว่า
การเปลี่ยนวิธีการทำกิจวัตรประจำวันก็มีส่วนป้องกันการเกิดโรคอ้วนได้ เช่น การเพิ่มการเดินให้มากขึ้นในการทำงานหรือการใช้ชีวิตในแต่ละวัน เช่น การเดินขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์ การเดินไปสถานที่ต่าง ๆ แทนการนั่งรถ หรือการออกกำลังกายเป็นประจำ โดยอาจจะเลือกทำก่อนหรือหลังเลิกงาน เช่น การวิ่ง เหยาะๆ ที่สนาม ½ - 1 ชั่วโมง หรือวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ ก็เพิ่มการออกกำลังกายโดยการวิ่งในสวนสาธารณะวันละ 1 ชั่วโมง หรือว่ายน้ำวันละ 1 ชั่วโมง ก็จะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดโรคอ้วนได้
ด้านการรับประทานอาหาร ถ้ารู้จักวิธีการก็จะป้องกันมิให้เกิดโรคอ้วนได้เช่นกัน โดยการกำหนดว่าในแต่ละจะรับประทานอาหารรวมของกินเล่นอื่นๆ ไม่เกิน 4 ครั้ง คือ เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน โดยที่มื้อเช้าเริ่มด้วยอาหารอ่อน ๆ ตามด้วยมื้อกลางวันทีเป็นก๋วยเตี๋ยว และมื้อเย็นเป็นข้าวสวยที่มีข้าวเพียง 2 ทัพพี ส่วนก่อนนอนอาจจะรับประทานผลไม้ให้พอเหมาะพอดี ถ้ามื้อใดมีการรับประทานมากกว่าปกติ ก็ควรจะลดอาหารในมื้อถัดไป ลงครึ่งหนึ่ง ทำเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยกันไม่ให้เรามีน้ำหนักตัวเกินกว่าเกณฑ์ได้
เนื้อหาสาระที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ต้องการรณรงค์ให้ทุกคนหันมาป้องกันไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจนเป็นโรคอ้วน และการรับประทานอาหารดังที่กล่าวมาก นอกจากจะช่วยไม่ให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นแล้วยังช่วยส่งเสริมให้มีสุขภาพที่ดีด้วย จึงขอให้ทุกคนเริ่มทำตั้งแต่วันนี้เลย

วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2553

โรคอ้วน/1

ถ้าท่านผู้อ่านได้ไปเที่ยวประเทศสหรัฐอเมริกา และพบเห็นอเมริกันชนแล้ว คงนึกว่าตัวเองมาอยู่ในดินแดนที่สมบูรณ์ที่สุด เพราะเกือบร้อยละ 60 ของคนเหล่านี้มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ และครึ่งหนึ่งคือ ประมาณร้อยละ 30 เป็นโรคอ้วน ซึ่งอาจมีโรคอื่นซุกซ่อนอยู่หรือเปิดเผยออกมาแล้ว แสดงให้เห็นว่า คนอเมริกันมากกว่าร้อยละ 30 เป็นโรคอื่น ๆ อันเนื่องมาจากโรคอ้วน
ที่ต้องพูดถึงประเทศสหรัฐฯ เพราะเป็นประเทศที่มีประชากรเป็นโรคอ้วนมากที่สุดในโลก แต่ก็หาใช่ว่าประเทศอื่นๆ รวมทั้งประเทศไทยจะไม่มีปัญหานี้ โดยจะสังเกตได้ว่ายิ่งประเทศมีการพัฒนามากขึ้นเท่าไร ปัญหาโรคอ้วนก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น
โรคอ้วนเป็นต้นเหตุของโรคภัยต่าง ๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคกระดูกและข้อ โรคทางเดินหายใจ และโรคอื่น ๆ อีกมากมาย โรคอ้วนจึงเป็นมหันตภัยของโลกในยุคปัจจุบันนี้ สำหรับประเทศไทยจากการสำรวจพบว่า ผู้ใหญ่ประมาณร้อยละ 15 เป็นโรคอ้วน ซึ่งมีจำนวนเท่ากับครึ่งหนึ่งของประเทศสหรัฐฯ สำหรับสาเหตุของการเกิดโรคอ้วน ส่วนใหญ่เกิดจาการใช้วิธีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต
สาเหตุของโรคอ้วนมีดังนี้คือ การอดหลับอดนอนหรือการนอนไม่เป็นเวลา โดยการที่เรานอนไม่ตางเวลาจะทำให้สมองถูกหลอกว่า น้ำตาลที่ไปเลี้ยงสมองน้อย สมองจึงสั่งการมาที่ต่อมหิวให้อยากรับประทานอาหารมากขึ้น การทำงานที่นั่งกับโต๊ะหรือนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ทำให้สมองอ่อนล้าแต่มีการใช้พลังงานน้อย เมื่อสมองเกิดความล้าจึงต้องการรับประทานอาหารมากขึ้น เพื่อชดเชยความอ่อนล้านั้น จึงทำให้เราได้รับพลังงานเกินกว่าความต้องการของร่างกาย
ความเจริญในอุตสาหกรรมอาหาร ก็มีส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อการเกิดโรคอ้วน ร้านอาหารจานด่วน หรือที่ฝรั่งเรียกว่า ฟาสต์ฟู้ด ที่ทำให้ทุกคนสามารถสั่งซื้ออาหารได้อย่างรวดเร็ว การส่งเสริมการซื้ออาหารโดยการสั่งเป็นชุด เช่น มีเฟรนฟายด์พร้อมกับเครื่องดื่มจะประหยัดกว่าสั่งอาหารเพียงอย่างเดียว จึงทำให้ทุกคนที่สั่งอาหารเป็นชุด ได้รับอาหารที่มีพลังงานแต่ละครั้งเป็นจำนวนมาก จากการวิเคราะห์ของสาขาวิชาโภชนาการ แต่ละชุดจะให้พลังงานประมาณ 1,000 กิโลแคลอรี และเมื่อเพิ่มอีก 10 บาท จะได้เฟรนฟายด์และน้ำอัดลมที่ขนาดใหญ่ขึ้น จึงได้พลังงานเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอีก 150 กิโลแคลอรี
ความสะดวกในการสั่งซื้ออาหาร ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เรารับประทานอาหารมากขึ้น การที่ร้านอาหารจานด่วนต่าง ๆ มีระบบส่งถึงบ้าน ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่กระตุ้นให้เด็ก ๆ และผู้ใหญ่รับประทานอาหารที่ชื่นชอบมากกว่าปกติ ส่วนประกอบของอาหารเองก็มีส่วนที่ทำให้เป็นโรคอ้วน เช่นกัน โดยอาหารในปัจจุบันส่วนใหญ่ผ่านการทอดน้ำมัน หรือใช้ซีสมาก ของทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มรสชาติอาหาร แลถ้าเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงด้วยแล้ว คนที่รับประทานบ่อยจึงเป็นโรคอ้วนได้ง่าย
โรคอ้วนเมื่อเป็นแล้วจะรักษาได้ยาก เพราะร่างกายจะมีฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป คือ จะเกิดความหิวมมากกว่าปกติและจะชอบอาหารที่มีไขมันมาก ๆ จึงเกิดเป็น วัฏจักรของความหิว  รับประทานอาหารมัน ๆ  รับประทานพลังงานเกิน  เป็นโรคอ้วน  หิวบ่อย วัฎจักรนี้แก้ไขได้ยากยิ่ง ยกเว้นคนคนนั้นมีจิตใจที่เข้มแข็งมากพอ ที่จะควบคุมความอยากของตนเองก็จะสามารถรักษาโรคอ้วนได้
และปัจจัยสุดท้ายที่ทำให้เกิดโรคอ้วนได้ง่ายก็คือ การขาดการออกกำลังกาย และมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ทำให้แต่ละวันเราไม่ค่อยได้ใช้พลังงานสำหรับการทำงานต่าง ๆ เช่น การไปทำงาน คนส่วนใหญ่ก็จะนั่งรถโดยสาร รถไฟฟ้า หรือรถส่วนตัวไปทำงาน แล้วทำงานจนเกือบค่ำเมื่อกลับบ้านก็นั่งรถกลับ ไม่มีเวลาที่จะออกกำลังกาย เมื่อถึงวันหยุดก็มักจะอยู่บ้าน อ่าหนังสือ ดูทีวี หรือเล่นคอมพิวเตอร์ การออกกำลังกายซึ่งควรทำเป็นประจำจึงถูกตัดออกจากชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ กีฬาที่เคยเล่นก็เปลี่ยนเป็นเพียงผู้ดูกีฬาที่ถ่ายทอดทางโทรศัพท์ ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลหรือเทนนิส
โรคอ้วนจึงเป็นมหันตภัยโลกในยุคนี้ที่แพร่กระจายไปทุกประเทศ และมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ไม่สามารถหยุดยั้งการเกิดโรคอ้วนนี้ได้ จึงมีแต่วิธีการรักษาโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคซึ่งปัญหาค่าใช้จ่ายในการรักษา หรือแก้ไขโรคอ้วนก็เป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว

วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2553

อย่าเชื่อสิ่งเหล่านี้อีกเลย : ซุปไก่สกัด รังนก และคอลลาเจน

ในแต่ละวันไม่ว่าจะดูทีวี ฟังวิทยุ อ่านหนังสือพิมพ์ หรือแม้กระทั่งนั่งรถไฟฟ้าบีทีเอส จะมีการโฆษณาที่อวดอ้างสรรพคุณของการดื่มซุปไก่สกัด รังนก หรือคอลลาเจน ว่าทำให้สมองแจ่มใส คิดไว หรือดื่มแล้วทำให้หนุ่มสาวขึ้น แต่ก็ไม่เคยมีการพิสูจน์ว่า มีประโยชน์ทางด้านนี้อย่างเด่นชัด

ถ้าจะบอกว่า อาหารหลัก 5 หมู่นี้แหละที่ช่วยให้สมองแจ่มใส แล้วทำให้ดูหนุ่มสาวกว่าอายุจริง คนส่วนใหญ่ก็จะไม่เชื่อหรือไม่สนใจ อาหารทั้งห้าหมู่นี้คือ แป้งหรือข้าว เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ผักผลไม้ ไขมันที่ใช้ปรุงอาหาร รวมทั้งนม คนทั่วไปมักจะรู้อยู่แล้ว จึงไม่สนใจอาหาร 5 หมู่นี้

การทำให้สมองแจ่มใสหรือคิดไว หรือทำให้ดูหนุ่มสาวขึ้นนั้น มีหลัก 4 ประการคือ มีสมาธิในทุกขณะ รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ พักผ่อนเพียงพอ และออกกำลังกายแต่พอสมควร สัปดาห์ละ 3 – 4 ครั้ง ถ้าทำได้ครบทั้งสี่ประการนี้จะส่งผลให้ร่างกายสมบูรณ์ ไม่เจ็บป่วยบ่อยและอายุยืนยาว

คราวนี้หันมามองถึงสรรคุณจริงของซุปไก่สกัด รังนกและหูฉลาม ซึ่งบทความของศาสตราจารย์วรนันท์ ศุภพิพัฒน์ ที่เขียนไว้ในหนังสือเพื่อสุขภาพและอาหารตามสมัยของชมรมโภชนาการเด็กแห่งประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2542 ได้วิเคราะห์สารอาหารในซุปไก่สกัดโดยเปรียบเทียบกับอาหารอื่นๆ ตามตารางที่ 1

ตารางที่ 1 เปรียบเทียบการวิเคราะห์ซุปไก่สกัดกับอาหารบางชนิด*

อาหาร

พลังงาน (กิโลแคลอรี)

โปรตีน (กรัม)

ไขมัน

(กรัม)

คาร์โบไฮเดรต (กรัม)

แคลเซียม (มก.)

เหล็ก (มก.)

ราคา (บาท)

ซุปไก่สกัด 1 ขวด (42 มล.)

น่องไก่ย่าง 1 น่อง (44 กรัม)

นมสด 1 แก้ว (250 มล.)

ไข่ไก่ 1 ฟอง (50 กรัม)

13

76

149

74

2.5

12

8

6

0.2

2

8

5

0.3

0

11

1

0.001

5.0

290

24

0.003

0.6

0.1

0.7

33

20

8

3

*จากอาหารตามสมัย โดยวรนันท์ สุภพิพัฒน์ ในอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารตามสมัย พ.ศ. 2542

จากตารางที่ 1 จึงเห็นได้ว่า ซุปไก่มีสารอาหารหลักน้อยกว่าน้องไก่ นมสด และไข่ไก่ แต่กลับมีราคาแพงกว่าอาหารทั้งสามชนิดหลายเท่า

สำหรับรังนกจะมีส่วนประกอบของรังนก 1.07% น้ำตาลกรวด 12.20% ที่เหลือเป็นน้ำ รังนกเป็นผลผลิตที่ได้จากน้ำลายนกนางแอ่น จากการวิเคราะห์ของศาสตราจารย์วรนันท์ ศุภพิพัฒน์ โดยเปรียบเทียบสารอาหารต่าง ในรังนกกับเครื่องดื่มอื่นๆ ได้สรุปไว้ในตารางที่ 2

ตารางที่ 2 การวิเคราะห์รังนกกับเครื่องดื่มอื่น ๆ พร้อมราคา*

อาหาร

พลังงาน (กิโลแคลอรี)

โปรตีน (กรัม)

ไขมัน

(กรัม)

คาร์โบไฮเดรต (กรัม)

แคลเซียม (มก.)

เหล็ก (มก.)

ราคา (บาท)

รังนก 1 ขวด (42 มล.)

น้ำอัดลม 1 ขวด

(370 มล.)

น้ำส้มคั้น 1 แก้ว (250 มล.)

นมสด 1 แก้ว (250 มล.)

ไข่ไก่ 1 ฟอง (50 กรัม)

25

151

111

149

74

0.10

0

2

8

6

0.05

<1

<1

8

5

6

38

26

11

1

0.004

11

27

290

24

0.008

0.1

0.5

0.1

0.7

90

15

20

8

3

*จากอาหารตามสมัย โดยวรนันท์ สุภพิพัฒน์ ในอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารตามสมัย พ.ศ. 2542

จากตารางที่ 2 จะพบว่า รังนกมีราคาแพงมาก โดยที่มีสารอาหารน้อยกว่าน้ำอัดลมเสียอีก เมื่อเปรียบเทียบกับไข่ 1 ฟองแล้ว จะเห็นว่าไข่ 1 ฟองให้คุณค่าในทุก ๆ ด้าน โดยที่มีราคาเพียง 3 บาท และเมื่อนำไข่มาทอดน้ำมันก็จะให้พลังงานเพิ่มขึ้นรวมแล้วมากกว่า 500 กิโลแคลอรี ดังนั้นในภาวะที่ข้าวของทุกอย่างแพงขึ้น การรับประทานไข่ทอดวันละ 1 ฟอง จะให้พลังงานและสารอาหารต่าง ๆ คุ้มค่ายิ่งกว่ากับข้าวทุกชนิด

ส่วนเรื่องสารปนเปื้อนที่มาร่วมกับซุปไก่และรังนกนั้น มักจะไม่มีการกล่าวถึง แต่จากการวิเคราะห์ของหน่วยโภชนศาสตร์เชิงการทดลอง สำนักงานวิจัย คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่าในรังนก ซุปหูฉลาม ซุปไก่สกัด และซุปไก่สกัดเด็ก มีโลหะหนักคือ อลูมิเนียมและแคดเมียมในจำนวนพอสมควร ดังได้แสดงไว้ในตารางที่ 3

ตารางที่ 3 ปริมาณสารปนเปื้อน ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม*

อาหาร

อะลูมิเนียม

แคดเมียม

รังนก

ซุปหูฉลาม

ซุปไก่สกัด

ซุปไก่สกัดเด็ก

1,906

377

120

46

3

15

2.3

3.5

*จากอาหารตามสมัย โดยวรนันท์ สุภพิพัฒน์ ในอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารตามสมัย พ.ศ. 2542

และอาหารสุดท้ายที่มีการโฆษณามากก็คือ คอลลาเจน ซึ่งคอลลาเจนจะมีส่วนประกอบเป็นโปรตีนโดยส่วนใหญ่ หูฉลามก็ให้คอลลาเจนมาก แต่การรับประทานปลาน่าจะมีประโยชน์มากกว่า โดยได้เปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการของหูฉลามกับปลาอื่น ๆ ในตารางที่ 4

ตารางที่ 4 เปรียบเทียบการวิเคราะห์หูฉลามกับปลาอื่น ๆ *

อาหาร

พลังงาน (กิโลแคลอรี)

โปรตีน (กรัม)

ไขมัน

(กรัม)

คาร์โบไฮเดรต (กรัม)

แคลเซียม (มก.)

เหล็ก (มก.)

ราคา (บาท)

ซุปหูฉลาม

ปลาตัวเล็กแห้ง

ปลาซาดีนกระป๋อง

57

317

139

5

59

22

3

9

5

2.5

0

1.5

0.01

1,700

330

0.02

2.5

4.5

200

20

10

*จากอาหารตามสมัย โดยวรนันท์ สุภพิพัฒน์ ในอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารตามสมัย พ.ศ. 254220

จากตารางที่ 4 จะพบว่า การรับประทานอาหารตามธรรมชาติ เช่น ปลาและไข่จะให้คุณค่าทางโภชนาการมากมาย และถูกกว่าอาหารที่โฆษณาว่าช่วยบำรุงสมอง จึงขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า อาหารปกติที่รับประทานกันอยู่ทุกวันนี้มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนแล้ว