วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2553

การจัดการความรู้

ในยุคของการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและการแข่งขันที่รุนแรง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องให้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อความอยู่รอด หรือ เพื่อการรักษาความเป็นเลิศให้ยั่งยืน

ในยุคของการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและการแข่งขันที่รุนแรง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องให้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อความอยู่รอด หรือ เพื่อการรักษาความเป็นเลิศให้ยั่งยืน ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ในองค์กร จำเป็นต้องมีการจัดการอย่างเป็นระบบเพื่อให้สามารถต่อยอดความรู้ โดยการสร้างนวัตกรรมใหม่และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง



ปัจจุบัน “Knowledge Management (KM)” หรือ “การจัดการความรู้” กำลังมีความสำคัญสำหรับองค์กรภาครัฐบาลและภาคเอกชน เช่น รัฐบาลสิงคโปร์ที่กำลังพยายามทำให้เกาะเล็กๆ กลายเป็นเกาะอัจฉริยะ (Intelligence Island) หรือองค์กรชั้นนำอย่างเช่น Fuji-Xerox ที่กำลังเปลี่ยนแปลงจาก “Document Company” มาเป็น “Knowledge Enterprise Company” ให้ได้ภายในทศวรรษนี้

Knowledge Management (KM) คือ กระบวนการจัดการข้อมูลทำให้เกิดองค์ความรู้ในองค์กร โดยใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรมาช่วยในการจัดการความรู้อย่างสมดุล เพื่อกระตุ้นให้พนักงานทุกระดับ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ประสบการณ์ ได้อย่างเปิดเผย ต่อเนื่อง ตรงไปตรงมา เพื่อการพัฒนาโดยรวมขององค์กร

KM มีความสำคัญต่อการอยู่รอดในยุคเศรษฐกิจเชิงความรู้ (Knowledge–Based Economy) โดยสามารถสรุปได้ดังนี้

(1) เป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อความสำเร็จ
ปัจจุบันสิ่งที่จำเป็นเพื่อก่อให้เกิดความสำเร็จในด้านการผลิตและการบริการ มีความแตกต่างจากในอดีตเป็นอย่างมาก เช่น PlamPilot ของ 3Com, iMac ของ Apple เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนซึ่งประสบความสำเร็จจากการใช้ KM โดย KM ทำให้บริษัทเกาะติดสถานการณ์ปัจจุบันได้ดีขึ้น และพัฒนาการตัดสินใจให้ดีขึ้นภายใต้สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อีกทั้งทำให้กลยุทธ์ขององค์กรและการลงทุนทางด้าน IT มีความสอดคล้องกัน

(2) เพื่อหาสิ่งที่ดีกว่า เร็วกว่า และถูกกว่า
การแข่งขันทางด้านต้นทุนและความเร็วของการประมวลผลเป็นสิ่งที่สำคัญในการแข่งขันในปัจจุบัน เช่น คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของสินค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่มีราคาที่ถูกลงทุกๆปี โดยเริ่มจาก บริษัท eMachines ได้เปิดตัวโดยการขาย PC ในราคาถูก ซึ่งทำให้บริษัทได้กำไรเป็นจำนวนมาก แต่ต่อมาก็มีคู่แข่ง เช่น Hewlett Packard, IBM, Gateway และ Compaq ได้เข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดที่ eMachines มีอยู่ ตัวอย่างนี้ทำให้เห็นได้ว่าต้นทุนไม่ใช่ข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน แต่ความรู้เป็นสิ่งที่คู่แข่งไม่สามารถเลียนแบบได้ และ KM สามารถจะนำมาซึ่งสิ่งที่สำคัญเหล่านั้น ซึ่งได้แก่
KM จะทำให้บริษัทมี Time-to-market ที่สั้นกว่าองค์กรอื่น และช่วยให้ลดการใช้เวลาที่ฟุ่มเฟือยในการพัฒนาสินค้า
คุณภาพสินค้าเป็นส่วนประกอบหลักที่จะบ่งบอกถึงมูลค่าของสินค้า KM จะสร้างความเป็น Unique ให้แก่สินค้าและบริการขององค์กร โดยการนำประสบการณ์และความรู้ที่ได้มาในอดีตขององค์กรมาใช้ให้เป็นประโยชน์
KM ทำให้การมี Time-to-market ที่สั้น การมีคุณภาพสินค้าที่สูง และการได้เปรียบทางด้านต้นทุน สามารถเกิดขึ้นพร้อมกัน โดยการใช้ความรู้ที่มีอยู่ขององค์กร

(3) เพิ่มช่องทางและข้อได้เปรียบในการแข่งขัน
ในโลกสมัยใหม่กระบวนการผลิตไม่ได้เน้นที่ Input เช่นแต่ก่อน (คือ การมีสินค้าที่ Low Cost หรือ High Quality) แต่ได้เน้นที่การผลิตที่ชาญฉลาด ตัวอย่างเช่น Starbucks มีจุดเด่นในด้านรสชาติของกาแฟ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิในการต้มกาแฟ เพราะคุณภาพเม็ดกาแฟของทาง Starbucks ไม่ได้ดีกว่าคู่แข่ง และเมล็ดกาแฟที่ดีในปัจจุบันสามารถหาได้ง่ายกว่าเคล็ดลับในการต้มกาแฟ ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า ในกรณีศึกษานี้ ชี้ให้เห็นว่า KM จะช่วยให้เราทราบว่าจุดไหนที่ควรพัฒนาและให้ความสำคัญนั่นเอง

(4) เพื่อหลีกเลี่ยงการไม่มีขอบเขตของงาน
KM จะช่วยให้องค์กรหลีกเลี่ยงการไม่มีขอบเขตของงาน และทำให้องค์กรสามารถมี Time-to-market ที่สั้น มีคุณภาพสินค้าที่สูง ได้เปรียบทางด้านต้นทุน ได้พร้อมกัน อีกทั้งทำให้องค์กรไม่ทำผิดซ้ำซากในเรื่องเดิมๆ

(5) เพื่อให้องค์กรใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
KM จะช่วยให้เราสามารถส่งข้อมูลให้ตรงกับการตัดสินใจว่าควรจะส่งข้อมูลอะไร ไปให้ใคร เพื่อให้เขาสามารถใช้ข้อมูลเหล่านั้นในการตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและทันเวลา

(6) ทำให้ข้อมูลทันสมัยตลอดเวลา
ในปัจจุบัน สมมติฐานของตลาด ลูกค้า และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจนั้นเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้บางครั้งสมมติฐานที่เรามีอยู่อาจไม่ทันกับตลาด ซึ่งอาจทำให้เราตัดสินใจผิดพลาด เนื่องจากสมมติฐานที่เรามีอยู่ไม่ up-to-date ซึ่ง KM จะสามารถ Track และเก็บข้อมูลเหล่านี้เอาไว้ได้ทั้งหมด จึงทำให้เรามีข้อมูลที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา และจะทำให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

(7) การป้องกันความรู้รั่วไหล
ความรู้อยู่ที่ผู้เชี่ยวชาญซึ่งเมื่อลาออกไป ความรู้ก็ไปกับตัวพวกเขาด้วย ทำให้องค์กรขาดความรู้นั้นไป ซึ่งการจัดการองค์ความรู้สามารถจัดเก็บความรู้ให้อยู่กับองค์กรได้

(8) สร้างความมั่งคั่งให้แก่องค์กร
องค์กรใดถ้าได้ใช้ KM เป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักในการดำเนินธุรกิจ ก็จะทำให้องค์กรนั้นสามารถรวบรวมองค์ความรู้ และใช้มันให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้องค์กรสามารถรู้จุดแข็งจุดอ่อนของตัวเอง ในท้ายที่สุดแล้วองค์กรก็จะประสบความสำเร็จ และสร้างความมั่งคั่งได้

อย่างไรก็ตาม การใช้ KM อาจจะประสบความสำเร็จกับองค์กรหนึ่ง แต่ถ้าใช้กับอีกองค์กรหนึ่งก็อาจจะล้มเหลวก็ได้ การนำ KM มาใช้กับองค์กรมีอุปสรรคอยู่หลายประการ โดยสรุปได้ดังนี้คือ

(1) KM มีราคาแพง
KM มีราคาแพง ซึ่งไม่ได้เกิดจากค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างทางเทคโนโลยีขององค์กร แต่เกิดจากค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรให้มีการใช้ KM และ การให้รางวัลแก่พนักงานในฐานะเป็นผู้สร้างระบบ KM

(2) ความไม่สอดคล้องระหว่างคนและเทคโนโลยี
การสร้างระบบ KM นั้นต้องการการมีส่วนร่วมของพนักงานเป็นอย่างมาก ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วพนักงานจะยอมมีส่วนร่วมก็ต่อเมื่อการมีส่วนร่วมนั้นจะต้องไม่กระทบต่อความมั่นคงของพวกเขา เพราะโดยปกติแล้วความมั่นคงในหน้าที่การงานเกิดจากความรู้ ความสามารถ และทักษะในการทำงานของพวกเขาเอง การสร้างเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนความรู้นั้นไม่ได้กระตุ้นให้พนักงานอยากที่จะเป็นส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความรู้ ดังนั้นความคิดที่ว่าถ้ามีเทคโนโลยีแล้วจะทำให้เกิด KM จึงเป็นความคิดที่ผิด เพราะคนจะยอมเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มีต่อกัน แลกเปลี่ยนความรู้ก็ต่อเมื่อองค์กรสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรมให้ได้เสียก่อน

(3) วัฒนธรรมที่ไม่ต้องการแบ่งปันความรู้
ในความคิดเก่าๆ มักจะเป็นความคิดที่ว่าถ้าเราต้องการสิ่งใด เราต้องสร้างโครงสร้างมันก่อน แนวคิดนี้ใช้ได้กับหลายๆเรื่องในธุรกิจแต่ไม่ใช่กับ KM
ดังที่กล่าวมาแล้วพนักงานจะยอมแลกเปลี่ยนความรู้ก็ต่อเมื่อการแลกเปลี่ยนความรู้นั้นมีแรงดึงดูดใจให้กระทำ หรือไม่กระทบต่อความมั่นคงในหน้าที่การงานของพวกเขา ดังนั้นการให้ความสำคัญกับโครงสร้าง (Infrastructure) จึงไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกต้องที่สุดที่จะทำให้พนักงานยอมแลกเปลี่ยนความรู้ ด้วยเหตุผลนี้จึงเป็นที่มาของความคิดแนวใหม่ที่จะสร้างสิ่งดึงดูดใจที่จะทำให้พนักงานยอมที่จะแลกเปลี่ยนความรู้ที่เขามี

(4) องค์กรมีโครงสร้างทางธุรกิจเป็นแบบลำดับชั้นเก่าๆ
ความรู้จะสามารถเติบโตและแผ่ขยายได้ในสถานที่ซึ่งยอมให้มันเติบโตและแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ความรู้จะไม่สามารถงอกเงยได้จากโครงสร้างทางธุรกิจที่เป็นแบบลำดับชั้นเก่าๆ เพราะระบบที่ใช้ในธุรกิจแบบเก่านี้เป็นระบบที่อาจมีโครงสร้างและการไหลเวียนของข้อมูล ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของความรู้ จากการสังเกตพบว่า สิ่งที่สนับสนุนการเจริญเติบโตของความรู้มีอยู่ 3 ส่วนด้วยกัน คือ

1. การเข้าถึงความรู้เป็นเพียงการเริ่มต้นของ KM การมีความรู้ในองค์กรที่แท้จริง หมายถึงความอิสระในการไหลเวียนของความรู้ภายในองค์กรของคุณ และเมื่อจะต้องตัดสินใจอะไรก็จะมีข้อมูลและความรู้ที่พร้อมรอให้ถูกนำไปใช้อยู่ตลอดเวลา
2. KM คือ วงรอบที่ไม่มีที่สิ้นสุด จะต้องมีที่สำหรับการเพิ่มและแก้ไขเสมอ ซึ่งเกิดจาก ความไม่สมบูรณ์ในการประเมินความรู้ การเปลี่ยนความต้องการของผู้ใช้ และการเปลี่ยนแนวโน้มของธุรกิจ
3. นโยบายขององค์กรจะต้องเข้ามามีบทบาทเมื่อการมีความรู้ ใช้ความรู้ และแลกเปลี่ยนความรู้เกิดขึ้น บางองค์กรมีสภาพแวดล้อมทางนโยบายไม่เหมาะสมกับ KM ซึ่งวัฒนธรรมขององค์กรทำได้แค่ป้องกันองค์กรไม่ให้มีการพัฒนาความรู้ที่มีผลทางด้านลบเท่านั้น ดังนั้นการที่จะให้ความรู้เจริญเติบโตได้นั้น เมื่อในองค์กรมีความรู้ และมีการใช้และแลกเปลี่ยนความรู้แล้ว นโยบายขององค์กรก็ควรจะเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมและสนับสนุนสิ่งเหล่านั้นด้วย



การแข่งขันทางธุรกิจในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ (New Economy) ที่ความต้องการของลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ผู้ประกอบการยังมุ่งแสวงหากำไรสูงสุด ต้องการต้นทุนการผลิตต่ำ ผลิตในปริมาณที่เหมาะสม และทันตามความเปลี่ยนแปลงของลูกค้า ดังนั้นการบริหารงานขององค์กรธุรกิจจึงต้องมีความสามารถในการบริหารงานและดำเนินงานเพื่อตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นและอาจมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ



พ.อ.รศ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ

ประจำกรมข่าวทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย

กรรมการกำหนดและจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ ภายใต้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)

http://www.vcharkarn.com/varticle/40593


วันเสาร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2553

วัฏจักรน้ำ

โลกของเราเกิดขึ้นพร้อมๆ กับดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ และปริมาณน้ำส่วนใหญ่จะอยู่ในทะเลและมหาสมุทร จึงมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงบนเปลือกโลกเป็นอย่างมาก

กำเนิดทะเลและมหาสมุทร
โลกของเราเกิดขึ้นพร้อมๆ กับดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ในระบบสุริยะเมื่อประมาณ 4,600 ล้านปีมาแล้ว ก๊าซและฝุ่นรวมตัวก่อกำเนิดเป็นดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ โลกในยุคแรกเป็นของเหลวหนืดร้อน ถูกกระหน่ำชนด้วยอุกกาบาตขนาดใหญ่ตลอดเวลา (ภาพที่ 1) องค์ประกอบซึ่งเป็นธาตุหนัก เช่น โลหะ จมตัวลงสู่แก่นกลางของโลก องค์ประกอบซึ่งเป็นธาตุเบา เช่น ซิลิกอน และก๊าซต่างๆ ลอยตัวขึ้นสู่พื้นผิว บรรยากาศส่วนใหญ่เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก โลกจึงมีความอบอุ่นแม้ว่าดวงอาทิตย์จะยังมีขนาดเล็กก็ตาม



ภาพที่ 1 โลกในอดีต


ในเวลาต่อมาโลกเริ่มเย็นตัวลง ไอน้ำที่แทรกซึมขึ้นมาจากเปลือกโลก ลอยตัวสูงขึ้น และเกิดการควบแน่นเป็นหยดน้ำ ฝนในยุคแรกๆ ตกลงมาไม่ทันถึงพื้นก็ระเหยกลับเป็นไอน้ำไปหมด เนื่องจากพื้นโลกยังมีความร้อนสูงมาก จนกระทั่งโลกเย็นตัวลงอีกและเกิดฝนจำนวนมาก น้ำฝนละลายคาร์บอนไดออกไซด์ลงมาบนพื้นผิวโลก ทำให้ปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง น้ำฝนที่ตกลงมาสู่พื้นไหลรวมตัวกันกันในบริเวณที่ต่ำ เกิดเป็นแม่น้ำลำคลอง ไหลไปรวมกันในแอ่งที่ราบต่ำ กลายเป็นทะเลและมหาสมุทร ในช่วงเวลานั้นเริ่มเกิดวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตในยุคแรกอาศัยอยู่ใต้ท้องมหาสมุทร ดำรงชีวิตด้วยพลังงานเคมี และความร้อนจากภูเขาไฟใต้ทะเล จนกระทั่ง 2,000 ล้านปีต่อมา สิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรวิวัฒนาการให้มีการสังเคราะห์แสง เช่น แพลงตอน และสาหร่าย ดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศและน้ำทะเล มาสร้างน้ำตาล และให้ผลผลิตเป็นก๊าซออกซิเจนออกมา องค์ประกอบของบรรยากาศโลกจึงเปลี่ยนแปลงไป ก๊าซออกซิเจนที่ทวีจำนวนมากขึ้น ลอยตัวสูง แตกตัวและรวมตัวเป็นก๊าซโอโซน ปกป้องมิให้รังสีอุลตราไวโอเล็ตจากดวงอาทิตย์แผ่ลงมาถึงพื้นโลกได้ สิ่งมีชีวิตที่เคยอยู่ในมหาสมุทร จึงขยายพันธุ์อพยพขึ้นบนบกได้

ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน
โลกเป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวของระบบสุริยะที่มีน้ำดำรงอยู่ครบทั้งสามสถานะคือ ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ (ภาพที่ 2) โลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 150 ล้านกิโลเมตร ด้วยระยะห่างขนาดนี้โลกได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์เพียง 1,370 กิโลวัตต์/ตารางเมตร ซึ่งทำให้โลกมีอุณหภูมิ –180C แต่เนื่องจากบรรยากาศของโลกมีก๊าซเรือนกระจก เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำ โลกจึงมีอุณหภูมิเฉลี่ย 150C ทำให้น้ำสามารถดำรงอยู่ได้ทั้งสามสถานะ (รายละเอียดอยู่ในบทที่ 3 พลังงานจากดวงอาทิตย์)



ภาพที่ 2 โลก ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน


พื้นที่ 2 ใน 3 ของโลกปกคลุมด้วยน้ำในมหาสมุทร แม้ว่าจะมีน้ำอยู่อย่างมากมายบนโลก แต่น้ำจืดซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์กลับมีน้อยมาก หากสมมติว่าน้ำทั้งหมดบนโลกเท่ากับ 100 ลิตร จะเป็นน้ำทะเล 97 ลิตร ที่เหลืออีกเกือบ 3 ลิตรเป็นน้ำแข็ง มีน้ำจืดที่เราสามารถใช้บริโภคอุปโภคได้เพียง 3 มิลลิลิตร (ภาพที่ 3)



ภาพที่ 3 เปรียบเทียบแหล่งน้ำบนโลก


วัฏจักรน้ำ
แม้ว่าจะปริมาณน้ำส่วนใหญ่จะอยู่ในทะเลและมหาสมุทร แต่น้ำก็มีอยู่ในทุกหนแห่งของโลก ไม่ว่าจะเป็นน้ำแม่น้ำ น้ำใต้ดิน น้ำในบรรยากาศ รวมทั้งเมฆ และหมอก นอกจากนั้นในร่างกายของเรายังมีองค์ประกอบเป็นน้ำร้อยละ 65 ร่างกายของสัตว์น้ำบางชนิด เช่น แมงกะพรุน มีองค์ประกอบเป็นน้ำร้อยละ 98 ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่า น้ำ คือ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดของสิ่งมีชีวิต เนื่องด้วยน้ำมีคุณสมบัติที่โดดเด่นกว่าสารประกอบอื่นๆ และมีปริมาณน้ำอยู่มาก น้ำจึงมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงบนเปลือกโลกเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะต่อหิน ดิน บรรยากาศ หรือสิ่งมีชีวิต



แม้ว่าพื้นผิวโลกส่วนใหญ่จะปกคลุมไปด้วยน้ำ แต่ถ้าเปรียบเทียบน้ำหนักของน้ำ กับน้ำหนักของโลกทั้งดวงแล้ว น้ำมีน้ำหนักเพียงร้อยละ 0.2 ของน้ำหนักโลก อย่างไรก็ตามการหมุนเวียนของน้ำเป็นวัฎจักรก็ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในการศึกษาระบบโลก ดวงอาทิตย์แผ่รังสีทำให้พื้นผิวโลกได้รับพลังงาน ปริมาณพลังงานแสงอาทิตย์ร้อยละ 22 ทำให้น้ำบนพื้นผิวโลกไม่ว่าจะในมหาสมุทร ทะเล แม่น้ำ หรือ ห้วย หนอง คลองบึง ระเหยเปลี่ยนสถานะเป็นก๊าซคือ ไอน้ำ ลอยขึ้นสู่บรรยากาศ อุณหภูมิที่ลดลงเมื่อลอยตัวสูงขึ้น ทำให้เกิดภาวะความชื้นสัมพันธ์ 100% จึงควบแน่นเป็นละอองน้ำเล็กๆ ที่เราเรียกว่า เมฆ หรือ หมอก เมื่อหยดน้ำเล็กๆ เหล่านี้รวมตัวกันจนมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักพอที่จะชนะแรงต้านทานอากาศ ก็จะตกลงมากลายเป็นหิมะหรือน้ำฝน หิมะที่ตกค้างอยู่บนยอดเขาพอกพูนกันเป็นธารน้ำแข็ง น้ำฝนที่ตกลงถึงพื้นรวมตัวเป็นลำธาร ห้วย หนอง คลองบึง หรือไหลบ่ารวมกันเป็นแม่น้ำ ธารน้ำแข็งที่ละลายเพิ่มปริมาณน้ำให้แก่แม่น้ำ น้ำบนพื้นผิวโลกบางส่วนแทรกซึมตามรอยแตกของหิน ทำให้เกิดน้ำใต้ดิน และไหลไปรวมกันในท้องมหาสมุทร เป็นอันครบรอบวัฏจักรตามภาพที่ 4



ภาพที่ 4 วัฎจักรน้ำ


วัฏจักรน้ำมิว่าจะเป็นส่วนที่อยู่ในบรรยากาศ บนพื้นผิว หรือใต้ดิน ล้วนเป็นกลไกที่สำคัญของระบบโลก ไอน้ำที่ระเหยออกจากน้ำในมหาสมุทร ทิ้งประจุแร่ธาตุต่างๆ ทำให้มหาสมุทรมีความเค็ม ไอน้ำที่ระเหยขึ้นไปนั้นเป็นน้ำจืดบริสุทธิ์ แต่เมื่อไอน้ำควบแน่นเป็นหยดน้ำและตกลงมาเป็นฝน น้ำฝนละลายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ จึงมีสภาพเป็นกรดคาร์บอนิคอ่อนๆ ซึ่งทำปฏิกิริยากับหินบางชนิดโดยเฉพาะหินปูน ซึ่งมีองค์ประกอบเป็นแคลเซียมคาร์บอเนต ทำให้เกิดน้ำกระด้าง เนื่องจากน้ำเปลี่ยนแปลงความหนาแน่นไปตามอุณหภูมิ น้ำจึงทำให้หินแตกได้ น้ำเป็นตัวละลายที่ดี จึงนำพาแร่ธาตุสารอาหารไปกระจายตามส่วนต่างๆ ของพื้นผิวโลก และสะสมตัวในดิน ทำให้พืชพรรณอุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งอาหารของสรรพสัตว์ ต้นไม้สังเคราะห์แสงเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นอาหาร และปลดปล่อยออกซิเจนสู่บรรยากาศ พืชคายน้ำกลับคืนสู่บรรยากาศ สัตว์ควบคุมปริมาณต้นไม้ และปริมาณออกซิเจนโดยการหายใจคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา แม่น้ำลำธารไหลพัดพาแร่ธาตุไปสะสมกันในท้องทะเลและมหาสมุทร ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของโลก กระบวนการเปลี่ยนสถานะของน้ำเป็นกระบวนการสมดุลพลังงานของโลก



ขอขอบคุณโครงการการเรียนรู้ในเรื่องวิทยาศาสจร์โลกและดาราศาสตร์
ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง LESA โครงการวิจัยโดยหอดูดาวเกิดแก้ว , สำนักงานกองทุนกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวิชาการดอทคอม

วันศุกร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2553

ฟอกสีฟันให้ขาว

ฟันนของคุณไม่ได้ขาวสะอาดดังเช่นฟันของเขา จะทำไงดีล่ะ หากยิ้มตอบเขาต้องเห็นแน่ ๆ ว่าฟันของคุณมีสีดอกทานตะวัน เขาคงไม่ประทับใจเป็นแน่ ซึ่งปัจจุบันวงการทันต กรรมได้พัฒนาเทคโนโลยีการฟอกสีฟันให้ขาวขึ้นได้โดยง่าย

หากคุณกำลังปิ๊งหนุ่มหล่อและเขาเองก็ปิ๊งคุณเช่นกัน เขาส่งยิ้มให้คุณอย่างหวานซึ้งและเปิดเผยให้เห็นฟันขาวสะอาด ครั้นคุณจะส่งยิ้มตอบไปอย่างเปิดเผยบ้าง

แต่นึกขึ้นได้ว่า ฟันของคุณไม่ได้ขาวสะอาดดังเช่นฟันของเขา จะทำไงดีล่ะ หากยิ้มตอบเขาต้องเห็นแน่ ๆ ว่าฟันของคุณมีสีดอกทานตะวัน เขาคงไม่ประทับใจเป็นแน่ สงสัยคราวนี้จะถอยดีกว่า ถอยอีกแล้วหรือ?

อย่าเพิ่งค่ะ อย่าเพิ่งถอดใจยอมแพ้นะคะ หมอมีวิธีช่วยได้ค่ะจริงอยู่ที่รอยยิ้มสร้างความประทับใจครั้งแรกให้กับผู้ พบเห็น แต่หากในรอยยิ้มนั้นเจอ ฟ..ฟันไม่สะอาดเลยนี่สิ ฟันที่เต็มไปด้วยคราบสีเหลือง สีดำจากกาแฟหรือบุหรี่ และสีขุ่นมัวที่ไม่ขาวสะอาด ก็อาจทำให้ความมั่นใจลดน้อยลง

สาเหตุที่ทำให้สีฟันเข้มขึ้น ดูไม่ขาวสะอาดอย่างที่ควรจะเป็นมีหลายประการด้วยกัน เช่น สีฟันเข้มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้นจากกรรมพันธุ์ (พันธุกรรม) ได้รับยาปฏิชีวนะประเภท เดตราไซคลินหรือสารบางประเภท เช่น ได้รับฟลูออไรด์มากเกินไปทำให้สีของฟันคล้ำ สาเหตุเหล่านี้ยากแก่การหลีกเลี่ยงและทำให้ผู้ที่อยากมีฟันขาวสวย รู้สึกยุ่งยากในการขจัดสีที่ไม่พึงปรารถนาออกไป

ปัจจุบันวงการทันต กรรมได้พัฒนาเทคโนโลยีการฟอกสีฟันให้ขาวขึ้นได้โดยง่าย และไม่ต้องฉีดยาชาด้วย (เป็นไงคะ คนที่กลัวเข็มฉีดยาคงยิ้มออกสิคะ) การฟอกสีฟันมี 2 วิธีค่ะ

1. การฟอกสีฟันโดยทันตแพทย์
จะเลือกเฉพาะฟันหน้าด้านบนและล่าง ด้านละ 6 ซี่ ซึ่งเป็นส่วนที่มองเห็นได้ชัดเจน ทันตแพทย์จะกันขอบเหงือกของคนไข้ด้วยเรซิน เพื่อป้องกันการถูกน้ำยากระทบเหงือก จากนั้นจึงใช้น้ำยาฟอกสีฟันทาบริเวณที่ต้องการฟอกและฉายแสงเพื่อเร่ง ปฏิกิริยาในการฟอกสีฟัน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เนื่องจากการฟอกสีฟันให้ขาวต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ทั้งนี้เพื่อให้น้ำยาฮโดรเจนเปอร์อ๊อกไซด์แตกตัวเป็นไฮโดรเจนและออกซินเจน แล้วซึมเข้าลสู่เนื้อฟัน และไปย่อยสลายโมเลกุลของเม็ดสีฟันให้สลายออก สีของฟันจะจางลง ผู้ที่มีฟันเป็นสีเหลืองจะใช้ระยะเวลาการฟอกสีฟันน้อยกว่าผู้ที่มีฟันเป็นสี เทาหรือดำ

หลานสาวของหมอเองก็มีฟันสีเหลืองเข้มเหมือนกัน เธอจะไม่ค่อยยิ้มหรอกค่ะ บอกว่าอายที่ฟันของตัวเองมีสีคล้ำ ไม่ขาวเหมือนคนอื่นเค้า แต่เดี๋ยวนี้เธอไม่อายแล้วค่ะ ยิ้มร่าเห็นฟัน 32 ซี่เลย ตั้งแต่ไปฟอกสีฟันมานั่นแหละ เรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้ กลายเป็นยิ้มไม่หุบเลย แถมยังบอกว่ารู้อย่างนี้ทำตั้งนานแล้ว

ความคงทนของการฟอกสีฟันจะขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาสุขภาพช่องปาก และอาหารที่คุณรับประทาน เช่น การดื่มกาแฟ หรือน้ำอัดลมก็จะทำให้ฟันเปลี่ยนสีเร็วขึ้นหลีกเลี่ยงได้ก็หลีกเลี่ยงนะคะ โดยเฉลี่ยการฟอกสีฟันจะอยู่ได้ประมาณ 2 ปี หากต้องการให้ฟันกลับมาขาวเช่นเดิม ผู้ฟอกควรกลับมาฟอกสีฟันใหม่เพิ่มเติม อย่างไรก็ตามการฟอกสีฟันไม่มีส่วนทำให้ฟันสึกกร่อนแต่อย่างใด คุณไม่ตองกังวลค่ะ

2. การฟอกสีฟันโดยการกลับไปทำเองที่บ้าน แต่จะอยู่ภายใต้การดูแลของทันตแพทย์
โดยทันตแพทย์จะตรวจสุขภาพช่องปาก และพิมพ์ฟันเพื่อทำฟันยางสำหรับใส่น้ำยาฟอกสีฟัน แต่จะบางเล็กและแนบสนิทกว่าฟันยางทั่วไป ผู้ใส่จะไม่รำคาญ ด้วยการใส่ยาลงไปในช่องฟันยางดังกล่าว ใส่ช่วงนอนหลับตลอดคืน ทำติดต่อกันประมาณ 1-2 สัปดาห์ ฟันก็จะขาวค่ะ

สำหรับผู้ที่เข้ารับการฟอกสีฟันควรมีอายุ 15 ปีขึ้นไป เพราะเป็นช่วงที่ฟันจะเติบโตเต็มที่แล้ว และการฟอกสีฟันนั้นเป็นวิธีที่ทำให้ฟันขาว ซึ่งมีขั้นตอนไม่ยุ่งยากดังนี้
ก่อนการฟอกสีฟัน ทันตแพทย์จะตรวจสุขภาพในช่องปากก่อน เช่น ตรวจความเข้มของสีฟัน เพื่อกำหนดระยะเวลาในการฟอก ในกรณีที่มีฟันผุ มีหินปูน หรือเป็นโรคเหงือก ควรทำการขูดหินปูนหรือรักษาให้หายก่อน เพราะน้ำยาฟอกสีฟันจะทำปฏิกิริยากับฟันและเหงือกที่มีปัญหาทำให้เกิดการ เสียวฟันได้ ดังนั้นการฟอกสีฟันแต่ละครั้ง สุขภาพช่องปากควรอยู่ในสภาพสมบูรณ์



ในปัจจุบันน้ำยาที่ใช้ในการฟอกสีฟันมี 2 ประเภท คือ

1. ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ เป็นชนิดที่ทันตแพทย์ใช้ฟอกสีฟันที่โรงพยาบาล หรือศูนย์ทันตกรรม
2. คาบาไมด์เปอร์ออกไซด์ เป็นน้ำยาที่ใช้ฟอกสีฟันด้วยตนเองที่บ้านได้

เนื่องจากวิธีการฟอกสีฟันดังกล่าวได้รับการรับรองความปลอดภัยจากสมาคมทันตแพทย์ใน อเมริกา จึงแทบไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ สำหรับบางคนอาจมีอาการเสียวฟันขณะฟอกหรือหลังการฟอกสีฟันประมาณ 3-4 วันไม่ต้องห่วงหรอกนะคะ เพราะหลังจากนั้นอาการเสียวฟันจะค่อย ๆ หายไป

การฟอกสีฟัน ทำให้ฟันของคุณขาวขึ้น เสริมส่งรอยยิ้มให้สดใสทั้งยังเป็นวิธีที่ง่าย และปลอดภัย เพียงคุณปรึกษากับทันตแพทย์ จะให้ทันตแพทย์ทำให้ หรือจะฟอกเองก็ได้ แต่ที่สำคัญคุณต้องปรึกษาและไดรับการตรวจจากทันตแพทย์ก่อนนะคะ เพียงเวลาไม่นาน ฟันของคุณจะขาวขึ้น เพิ่มความมั่นใจในทุกครั้งที่ยิ้มค่ะ


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จากDevil

วันพฤหัสบดีที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2553

ภัยเชื้อโรคในอาหารสุญญากาศ

อาหารจำพวกเนยและเนื้อบดที่ผนึกด้วยบรรจุภัณฑ์สุญญากาศตามห้างสรรพสินค้าอาจ เป็นแหล่งพำนักอาศัยชั้นดีสำหรับเชื้อที่ก่อให้เกิดพิษในอาหาร

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเดนมาร์ก พบว่า อาหารจำพวกเนยและเนื้อบดที่ผนึกด้วยบรรจุภัณฑ์สุญญากาศตามห้างสรรพสินค้าอาจ เป็นแหล่งพำนักอาศัยชั้นดีสำหรับเชื้อที่ก่อให้เกิดพิษในอาหาร



อาหารที่บรรจุด้วยระบบสุญญากาศเป็นระบบที่ไล่ออกซิเจนออกจากบรรจุภัณฑ์เพื่อคงความสดและยืดอายุวางจำหน่าย แต่วิธีนี้กลับเป็นประโยชน์ต่อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า ลิสเทอเรีย โมโนไซโตเจนส์ เป็นแบคทีเรียที่ทำให้อาหารเป็นพิษ และร้อยละ 25 ของคนที่ได้รับเชื้อมีโอกาสเสียชีวิต

แบคทีเรียชนิดนี้ต่างจากเชื้อโรคในอาหารชนิดอื่น พวกมันสามารถเจริญเติบโตได้ในตู้เย็นที่มีอุณหภูมิต่ำ คณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐยังระบุด้วยว่า แบคทีเรียบลิสเทอเรียนี้ถูกโฉลกกับอาหารจำพวกนมสด ไอศกรีม ชีสแบบนุ่ม ฮอตดอก เนื้อสด ผักสด เนื้อสัตว์ปีกชนิดปรุงสุกและเนื้อสด ปลาสดและรมควัน

ทีมวิจัยจากเดนมาร์กระบุในรายงานว่า แบคทีเรียสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องการออกซิเจน ดังนั้น เมื่อยู่ในบรรจุภัณฑ์แบบสุญญากาศ โอกาสที่เชื้อโรคจะแพร่กระจายจึงมากกว่าการบรรจุอาหารในสภาวะทั่วๆ ไป



อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยไม่ได้สนับสนุนให้เลิกใช้วิธีการบรรจุอาหารแบบสุญญากาศ

เพราะอาจนำไปสู่ปัญหาแบคทีเรียหรือเชื้อโรคชนิดอื่น แต่งานวิจัยครั้งนี้ต้องการที่จะช่วยสร้างแนวทางพยากรณ์ความเสี่ยงของโรค เกี่ยวกับอาหาร ในอนาคตทีมวิจัยนี้วางแผนศึกษายีนสำคัญของเชื้อลิสเทอเรียเพื่อหาวิธี ป้องกันและต่อสู้กับเชื้อโรคร้ายนี้


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากDevil

ประโยชน์จากเปลือกแอปเปิ้ล

ในเปลือกของแอปเปิ้ล ช่วยป้องกันโมเลกุลหรืออนุมูลอิสระไม่ให้ทำอันตรายเนื้อเยื่อ... ซึ่งนักวิทยาศาสตร์โปแลนด์พบอีกว่า หากกินแอปเปิ้ล ผลไม้ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าบำรุงสุขภาพ ให้ได้วันละหนึ่งลูก จะป้องกันไม่ให้เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงได้
ป้องกันมะเร็งไส้ใหญ่ อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

มีสารฟลาโวนอยด์สูง มันทำหน้าที่เป็นตัวล้างพิษ มีอยู่อย่างอุดมในเปลือกของแอปเปิ้ล ช่วยป้องกันโมเลกุลหรืออนุมูลอิสระไม่ให้ทำอันตรายเนื้อเยื่อ...






นักวิทยาศาสตร์โปแลนด์พบอีกว่า หากกินแอปเปิ้ล ผลไม้ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าบำรุงสุขภาพ ให้ได้วันละหนึ่งลูก จะป้องกันไม่ให้เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงได้

วารสารวิชา "การป้องกันมะเร็งแห่งยุโรป" แจ้งว่า นักวิจัยได้ศึกษาโดยการให้คนไข้โรคมะเร็งชนิดนั้น กินแอปเปิ้ลประจำวันอาทิตย์ละ 9.5 หน ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ปรากฏว่าโรคสามารถพัฒนาไปได้น้อยลง คนไข้รายที่กินแอปเปิ้ลวันละ 1 ลูก โรคจะทุเลาลงในอัตรา 0.65 ส่วนรายที่กินมากกว่านั้น ปรากฏว่า อันตรายของโรค จะลดลงได้ประมาณถึงครึ่ง

พวกเขาเชื่อว่าคุณสมบัติในด้านป้องกันของมัน คงมาจากการที่มีสารฟลาโวนอยด์สูง มันทำหน้าที่เป็นตัวล้างพิษ มีอยู่อย่างอุดมในเปลือกของแอปเปิ้ล ช่วยป้องกันโมเลกุลหรืออนุมูลอิสระไม่ให้ทำอันตรายเนื้อเยื่อ และยังยับยั้งอาการตั้งต้นของโรค และการเติบโตกับขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วของเซลล์ด้วย





นักวิจัยยังได้แนะนำว่า เนื่องจากสารต่อต้านอนุมูลอิสระจะรวมกันอยู่ตามเปลือก มากกว่าในเนื้อถึง 5 เท่า ดังนั้น เวลากินจึงไม่ควรปอกเปลือก ล้างน้ำให้สะอาดอย่างเดียวก็พอ



http://www.vcharkarn.com/varticle/40605