แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคอ้วน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคอ้วน แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553

โรคอ้วน/3

อาหารและการออกกำลังกายเพื่อการลดน้ำหนัก

การลดน้ำหนักลงชั่วครั้งชั่วคราวนั้นทำได้ง่าย แต่การจะให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างถาวร คือ การเปลี่ยนจากคนอ้วน กลายเป็นคนหุ่นผอมเพรียวบางตลอดชีวิตนั้น เป็นเรื่องยากมาก เพราะฉะนั้นการจะประสบผลสำเร็จในการลดน้ำหนักตัวให้ลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ เราจึงควรจะมีน้ำหนักตัวที่คงที่อย่างน้อย 3 – 4ปี

เหตุผลสำคัญที่ทำให้การลดน้ำหนักตัวทำได้ยาก เพราะเมื่อมีไขมันและกล้ามเนื้อมากขึ้นแล้ว ร่างกายจะสร้างฮอร์โมนและสารเคมีต่าง ๆ อีกหลายชนิด ซึ่งสารเคมีเหล่านี้จะบังคับสมองให้รับประทานอาหารในแต่ละมื้อมากขึ้น สังเกตได้ง่าย ๆ ว่า ขณะนี้อาหารจานด่วนของคนอเมริกันแต่ละมื้อ จะมีปริมาณที่มากกว่าคนประเทศอื่นมาก การรับประทานให้เต็มอิ่มในแต่ละมื้อจะทำให้ได้สารอาหารรวมทั้งพลังงานเกินกว่าความต้องการของร่างกาย จึงทำให้มีไขมันสะสมภายในร่างกายวันละเล็กวันละน้อยไปเรื่อยๆ ดังนั้นนอกจากน้ำหนักตัวจะไม่ลดลงแล้ว หากไม่พยายามควบคุมความอยาก น้ำหนักตัวก็จะเพิ่มขึ้นทุ ก ๆ วัน

เมื่อจะเริ่มต้นลดน้ำหนัก ควรคิดเสมอว่าจะต้องต่อสู้กับเรื่องนี้อีก ยาวนาน และต้องรักษาชัยชนะที่ได้มาให้ได้ตลอดไป โดยเริ่มต้นแบบง่ายๆ ไม่หักโหมเกินไปทั้งทางด้านอาหารและด้านการออกกำลังกาย เมื่อเคยชินในระดับหนึ่งจึงค่อยเพิ่มความเข้มงวดขึ้น

ลำดับแรกจะขอกล่าวถึงเรื่อง การรับประทานอาหารเพื่อการลดน้ำหนักก่อน เราควรรู้ว่าไขมันที่ใช้ประกอบอาหารนั้น ให้พลังงานสูงกว่าแป้งและโปรตีนถึง 2 เท่า และมีส่วนสำคัญทีทำให้รสชาติอาหารดีขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ยากที่สุดที่จะลดไขมันในการประกอบอาหาร ส่วนแป้ง เช่น ข้าวและขนมปัง แม้จะให้พลังงานน้อยกว่าไขมันถึง 2 เท่า แต่ในแต่ละมื้อเรามักจะรับประทานแป้งเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ได้พลังงานจำนวนมากเช่นกัน แม้จะไม่มีไขมันในอาหาร ในทางปฏิบัติการควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนัก ขอแนะนำให้รับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อ โดยอาจจะรับประทานผลไม้ในมื้อบ่ายและก่อนนอน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้หิวเกินไป อาหารมื้อเช้าควรจะรับประทานประมาณ 200 กิโลแคลอรี ถ้าเป็นนมไขมัน 0% กับธัญพืชครึ่งห่อ ก็จะได้พลังงานจำนวนเท่านี้พอดี สำหรับอาหารของคนไทยก็ขอแนะนำเป็นโจ๊ก 1 ถ้วย ไม่ใส่ไข่ หรือข้าวต้ม 1 ถ้วย มีผักดอง ปลานึ่ง และไข่เค็มก็ได้ ส่วนมื้อกลางวันซึ่งเรามักจะอยู่ที่ทำงานก็ก๋วยเตี๋ยวน้ำ รับประทานเป็นประจำครั้งละ 1 ชาม จะเป็นเส้นหมี่ บะหมี่ เส้นเล็ก เส้นใหญ่ เย็นตาโฟ หรือสุกี้ก็ได้ จะได้พลังงานประมาณ 200 – 250 กิโลแคลอรี สำหรับมื้อเย็น ถ้าจำเป็นต้องับประทานอาหารตามสั่ง ก็สั่งมา 1 จาน โดยลดข้าวลงเหลือครึ่งจาน แล้วรับประทานกับข้าวและข้าวให้หมด ก็จะได้พลังงานประมาณ 350 – 400 กิโลแคลอรี ในช่วงก่อนนอนหรือช่วงบ่ายๆ อาจจะรู้สึกหิวในช่วงแรก ๆ ของการรับประทานอาหารเช่นนี้ ก็สามารถรับประทานผลไม้จานเล็ก ๆ หรือแอปเปิลสัก 1 ลูกก็ได้ ถ้ารับประทานตามที่อธิบายไว้ข้างต้นนี้ แล้วน้ำหนักตัวจะลดลงประมาณเดือนละ 2 กิโลกรัม

คราวนี้มาถึงเรื่องการออกกำลังกาย ถ้าผู้อ่านเป็นคนที่ไม่เคยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก่อน ก็ขอให้เปลี่ยนความคิดมาทำเป็นประจำทุกวัน โดยในขั้นแรกต้องค่อย ๆ เพิ่มเวลาและความเร็วของการออกกำลังกาย โดยเริ่มต้นจากการเดิน คล้ายๆ กับเดินเล่น ประมาณวันละครึ่งชั่วโมง ทำจนครบ 10 วัน จึงค่อยเพิ่มความเร็วในการเดิน โดยอาจจะใช้เวลาเท่าเดิม จนผ่านไป 10 วัน จึงเปลี่ยนเป็นวิ่งช้า ๆ ประมาณครึ่งชั่วโมงเช่นกัน เมื่อทำได้ทุกวันเช่นนี้ ร่างกายจะสามารถเผาผลาญพลังงานได้ประมาณ 150 กิโลแคลอรี ถ้าออกกำลังกายทั้งเจ็ดวัน ร่างกายจะเผาผลาญไขมันได้ประมาณ 1,000 กิโลแคลอรี ซึ่งเท่ากับลดไขมันในร่างกายได้ 2 ขีดเลยทีเดียว

การออกกำลังกายทีดีไม่จำเป็นต้องมีเหงื่อก็ได้ ถ้าอากาศรอบข้างเย็นก็จะทำให้ผู้ออกกำลังกายเย็นสบาย ไม่ร้อน หรืออึดอัด สำหรับเคล็ดลับของการเลือกออกกำลังกาย ก็คือ เลือกการออกกำลังกายที่มีการยกขาขึ้นลงเรื่อยๆ เพราะท่อนขาเป็นแหล่งเผาผลาญไขมันมากที่สุดในช่วงการออกกำลังกาย ดังนั้นการแช่ตัวในน้ำอุ่นหรืออบซาวน่าจึงไม่ใช่การออกกำลังกาย เพราะจะไม่มีการสูญเสียไขมันเลย มีแต่การสูญเสียน้ำ ซึ่งเรามักจะดื่มน้ำขดเชยในภายหลัง น้ำหนักตัวจึงไม่ลดลง

ปัจจุบันมีการโฆษณามากมายที่ระบุว่า ไม่ต้องควบคุมอาหารและไม่ต้องออกกำลังกายก็สามารถลดน้ำหนักตัวได้ ขอยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้เลย เพราะการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายคือ 2 วิธี หลักในการลดน้ำหนัก การใช้ยาทา ตบ ๆ ตามตัว หรือใช้อินฟราเรดเพื่อละลายไขมันนั้น ไม่ได้ผลต่อการลดน้ำหนักเลย นอกจากนี้ยังมีการขายยาที่บอกสรรพรคุณว่าช่วยสลายไขมัน ซึ่งก็ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ระบุว่ามีฤทธิ์เช่นนั้นจริง แต่ในปัจจุบันมียาที่ช่วยลดการดูดซึมของไขมันในอาหาร โดยต้องรับประทานยาพร้อมอาหาร ถ้าไม่ควบคุมอาหารโดยการลดไขมันในอาหาร ก็ต้องรับประทานยานี้ทุกมื้อ ซึ่งจะส่งผลเสียทำให้ถ่ายเหลวเป็นไขมันออกมากับอุจจาระ และทำให้ถ่ายบ่อยจนในที่สุดก็จะเลิกรับประทานยาเพราะการถ่ายบ่อยรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของเรา

โดยสรุปแล้ว การควบคุมอาหารโดยการลดไขมันในอาหาร ทำกับข้าวโดยการนึ่งหรืออบ ไม่ทอดน้ำมัน และควบคุมปริมาณข้าวและขนมปังในแต่ละมื้อหลัก ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นวิธีการที่ถูกต้องที่สุด ได้ผลดีที่สุด และควรทำอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งทำอย่างต่อเนื่องทำไปเรื่อย ๆ ถึงแม้น้ำหนักตัวจะลดลงมาอยู่ในระดับปกติแล้วก็ตาม

วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553

โรคอ้วน/2

ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคอ้วน


ภาวะแทรกซ้อนจากโรคอ้วนจะค่อย ๆ สะสมอยู่ภายในร่างกาย พร้อมกับไขมันที่ค่อย ๆ สะสมมากขึ้นตามร่างกาย ภาวะแทรกซ้อนนี้อาจจะยังไม่แสดงอาการออกมา หรือถ้าแสดงออกมาก็จะนึก ไม่ถึงว่ามีสาเหตุมาจากโรคอ้วน ในบทจึงต้องการาชี้ให้เห็นแต่ละ ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดมากขึ้นจากการมีไขมันสะสมในร่างกาย
เริ่มจากบริเวณลำคอ เมื่อมีไขมันสะสมมากขึ้นทางเดินหายใจจะค่อย ๆ ตีบแคบลง ถ้านั่งทำงานหรือยืนก็จะยังไม่ส่งผลกระทบใด ๆ แต่เมื่อนอนราบลง ทางเดินหายใจจะแคบลงทั้งจากกล้ามเนื้อและไขมันที่บริเวณคอส่วนหน้าตกทับลงมาที่หลอดลม และจากการที่ลิ้นตกลงมาในช่องคอในขณะนอน จึงทำให้หายใจเข้าลำบากและเกิดการนอนกรน เมื่ออ้วนมากขึ้นไปอีกจะมีการคั่งของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ขณะนอน และมีการหยุดหายใจเป็นพัก ๆ ทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองลดน้อยลง เมื่อตื่นนอนขึ้นมาจึงมีอาการคล้ายกับคนนอนไม่เต็มอิ่ม ทั้ง ๆ ที่นอนยาวมาทั้งคืน
อวัยวะต่อมาที่จะมีปัญหาก็คือ การมีไขมันที่ค่อย ๆ สะสมบริเวณหลอดเลือดมากขึ้น โดยเมื่อสะสมถึงจุดหนึ่งจะเริ่มมีความดันโลหิตสูงขึ้น การมีความดันโลหิตสูงจะทำให้หัวใจทำงานเหนื่อยมากกว่าปกติ แม้จะสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย หัวใจก็ต้องทำงานมากกว่าเดิม 10 – 12 % ซึ่งในระยะยาวจะทำให้หัวใจอ่อนล้าเร็วกว่ากำหนด โดยอาจจะแสดงออกด้วยจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ หรือกล้ามเนื้อหัวใจตายบางส่วน ซึ่งทั้งสองสาเหตุนี้จะทำให้หัวใจวายเฉียบพลันได้
ต่ำลงมาจรกหัวใจเล็กน้อยก็คือ ตับอ่อน เมื่อมีไขมันสะสมในร่างการมากขึ้นจะทำให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ตับอ่อนต้องสร้างอินซูลินมากกว่าปกติ แต่ก็มีจำนวนไม่มากพอ ทำให้คนอ้วนเกิดเป็นโรคเบาหวาน การเกิดโรคเบาหวานเนื่องจากโรคอ้วนนี้จะส่งผลเสียต่อตับ หัวใจ และอวัยวะอื่น ๆ ทำให้อวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกายเสื่อมโทรมก่อนวัน การจะรักษาโรคเบาหวานที่มีสาเหตุจากโรคอ้วน นี้จึงต้องรักษาไปพร้อม ๆ กับโรคอ้วน จึงจะได้ผลดี
อวัยวะข้างเคียงกันที่เริ่มมีคนพูดถึงกันมากขึ้นก็คือ ตับ เมื่อมีไขมันตามร่างกายมากขึ้น ก็จะมีไขมันสะสมที่ตับมากขึ้น ทำให้ตับเกิดการอักเสบ และเมื่อปล่อยให้อักเสบนาน ตับจะเริ่มแข็ง ประสิทธิภาพการทำงานลดลง จนในที่สุดก็จะเกิดอาการตับวาย หรือเกิดโรคมะเร็งตบได้ ในปัจจุบันนี้โรคตับอักเสบอันเนื่องมาจากไขมัน เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของโรคตับอักเสบทุกชนิดรวมกัน
นอจากนี้ยังมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ อันเนื่องมาจากโรคอ้วน เช่น โรคไต โรคปอด และโรคผิวหนัง จากการสำรวจพบว่าในประเทศที่พัฒนาแล้ว ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ส่วนใหญ่เป็นค่ารักษาภาวะแทรกซ้อนอันเนื่องมาจากโรคอ้วน สำหรับประเทศไทย ค่าใช้จ่ายทางด้านนี้ก็กำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการรักษาภาวะแทรกซ้อนแต่ละชนิดต้องใช้ค่ารักษามากและเป็นการรักษาที่ไม่หาย คือต้องรักษายานาน ตราบใดที่ยังไม่ได้รักษาโรคอ้วนซึ่งเป็นสาเหตุหลักให้หายขาด
เมื่อเล็งเห็นว่าปัญหาโรคอ้วนทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนมากมายเช่นนี้ เราจึงควรหันมาเน้นทางด้านการป้องกันไม่ให้เกิดโรคอ้วน โดยโรคอ้วนจะเกิดจากการที่น้ำหนักตัวจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น สำหรับผู้ใหญ่ก็สังเกตได้ง่ายว่ากำลังจะเป็นโรคอ้วนหรือยัง โดยถ้าเป็นผู้ชายให้ใช้ความสูงลบด้วย 100 เช่น ถ้ามีความสูง 170 เซนติเมตร เมื่อลบด้วย 100 น้ำหนักตัวที่ควรจะเป็น คือ 70 กิโลกรัม สำหรับผู้หญิงให้ใช้ความสูงลบด้วย 105 เช่น ถ้าสูง 160 เซนติเมตร น้ำหนักตัวก็ไม่ควรเกิน 55 กิโลกรัม บางครั้งน้ำหนักตัวอาจจะมากกว่าเกณฑ์นี้ได้ 1 - 2 กิโลกรัม แต่ก็ควรรีบลดลงมาให้อยู่ในเกณฑ์ภายใน 1 – 2 สัปดาห์ เพราะถ้าปล่อยให้น้ำหนักเกินไปนาน ๆ ก็จะทำให้น้ำหนักตัวค่อย ๆ สะสมเพิ่มขึ้นทีละน้อย ดังนั้นจึงอยากเน้นให้ทุกคนหันมาสนใจป้องกันการเกิดโรคอ้วนจะดีกว่า
การเปลี่ยนวิธีการทำกิจวัตรประจำวันก็มีส่วนป้องกันการเกิดโรคอ้วนได้ เช่น การเพิ่มการเดินให้มากขึ้นในการทำงานหรือการใช้ชีวิตในแต่ละวัน เช่น การเดินขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์ การเดินไปสถานที่ต่าง ๆ แทนการนั่งรถ หรือการออกกำลังกายเป็นประจำ โดยอาจจะเลือกทำก่อนหรือหลังเลิกงาน เช่น การวิ่ง เหยาะๆ ที่สนาม ½ - 1 ชั่วโมง หรือวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ ก็เพิ่มการออกกำลังกายโดยการวิ่งในสวนสาธารณะวันละ 1 ชั่วโมง หรือว่ายน้ำวันละ 1 ชั่วโมง ก็จะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดโรคอ้วนได้
ด้านการรับประทานอาหาร ถ้ารู้จักวิธีการก็จะป้องกันมิให้เกิดโรคอ้วนได้เช่นกัน โดยการกำหนดว่าในแต่ละจะรับประทานอาหารรวมของกินเล่นอื่นๆ ไม่เกิน 4 ครั้ง คือ เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน โดยที่มื้อเช้าเริ่มด้วยอาหารอ่อน ๆ ตามด้วยมื้อกลางวันทีเป็นก๋วยเตี๋ยว และมื้อเย็นเป็นข้าวสวยที่มีข้าวเพียง 2 ทัพพี ส่วนก่อนนอนอาจจะรับประทานผลไม้ให้พอเหมาะพอดี ถ้ามื้อใดมีการรับประทานมากกว่าปกติ ก็ควรจะลดอาหารในมื้อถัดไป ลงครึ่งหนึ่ง ทำเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยกันไม่ให้เรามีน้ำหนักตัวเกินกว่าเกณฑ์ได้
เนื้อหาสาระที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ต้องการรณรงค์ให้ทุกคนหันมาป้องกันไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจนเป็นโรคอ้วน และการรับประทานอาหารดังที่กล่าวมาก นอกจากจะช่วยไม่ให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นแล้วยังช่วยส่งเสริมให้มีสุขภาพที่ดีด้วย จึงขอให้ทุกคนเริ่มทำตั้งแต่วันนี้เลย

วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2553

โรคอ้วน/1

ถ้าท่านผู้อ่านได้ไปเที่ยวประเทศสหรัฐอเมริกา และพบเห็นอเมริกันชนแล้ว คงนึกว่าตัวเองมาอยู่ในดินแดนที่สมบูรณ์ที่สุด เพราะเกือบร้อยละ 60 ของคนเหล่านี้มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ และครึ่งหนึ่งคือ ประมาณร้อยละ 30 เป็นโรคอ้วน ซึ่งอาจมีโรคอื่นซุกซ่อนอยู่หรือเปิดเผยออกมาแล้ว แสดงให้เห็นว่า คนอเมริกันมากกว่าร้อยละ 30 เป็นโรคอื่น ๆ อันเนื่องมาจากโรคอ้วน
ที่ต้องพูดถึงประเทศสหรัฐฯ เพราะเป็นประเทศที่มีประชากรเป็นโรคอ้วนมากที่สุดในโลก แต่ก็หาใช่ว่าประเทศอื่นๆ รวมทั้งประเทศไทยจะไม่มีปัญหานี้ โดยจะสังเกตได้ว่ายิ่งประเทศมีการพัฒนามากขึ้นเท่าไร ปัญหาโรคอ้วนก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น
โรคอ้วนเป็นต้นเหตุของโรคภัยต่าง ๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคกระดูกและข้อ โรคทางเดินหายใจ และโรคอื่น ๆ อีกมากมาย โรคอ้วนจึงเป็นมหันตภัยของโลกในยุคปัจจุบันนี้ สำหรับประเทศไทยจากการสำรวจพบว่า ผู้ใหญ่ประมาณร้อยละ 15 เป็นโรคอ้วน ซึ่งมีจำนวนเท่ากับครึ่งหนึ่งของประเทศสหรัฐฯ สำหรับสาเหตุของการเกิดโรคอ้วน ส่วนใหญ่เกิดจาการใช้วิธีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต
สาเหตุของโรคอ้วนมีดังนี้คือ การอดหลับอดนอนหรือการนอนไม่เป็นเวลา โดยการที่เรานอนไม่ตางเวลาจะทำให้สมองถูกหลอกว่า น้ำตาลที่ไปเลี้ยงสมองน้อย สมองจึงสั่งการมาที่ต่อมหิวให้อยากรับประทานอาหารมากขึ้น การทำงานที่นั่งกับโต๊ะหรือนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ทำให้สมองอ่อนล้าแต่มีการใช้พลังงานน้อย เมื่อสมองเกิดความล้าจึงต้องการรับประทานอาหารมากขึ้น เพื่อชดเชยความอ่อนล้านั้น จึงทำให้เราได้รับพลังงานเกินกว่าความต้องการของร่างกาย
ความเจริญในอุตสาหกรรมอาหาร ก็มีส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อการเกิดโรคอ้วน ร้านอาหารจานด่วน หรือที่ฝรั่งเรียกว่า ฟาสต์ฟู้ด ที่ทำให้ทุกคนสามารถสั่งซื้ออาหารได้อย่างรวดเร็ว การส่งเสริมการซื้ออาหารโดยการสั่งเป็นชุด เช่น มีเฟรนฟายด์พร้อมกับเครื่องดื่มจะประหยัดกว่าสั่งอาหารเพียงอย่างเดียว จึงทำให้ทุกคนที่สั่งอาหารเป็นชุด ได้รับอาหารที่มีพลังงานแต่ละครั้งเป็นจำนวนมาก จากการวิเคราะห์ของสาขาวิชาโภชนาการ แต่ละชุดจะให้พลังงานประมาณ 1,000 กิโลแคลอรี และเมื่อเพิ่มอีก 10 บาท จะได้เฟรนฟายด์และน้ำอัดลมที่ขนาดใหญ่ขึ้น จึงได้พลังงานเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอีก 150 กิโลแคลอรี
ความสะดวกในการสั่งซื้ออาหาร ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เรารับประทานอาหารมากขึ้น การที่ร้านอาหารจานด่วนต่าง ๆ มีระบบส่งถึงบ้าน ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่กระตุ้นให้เด็ก ๆ และผู้ใหญ่รับประทานอาหารที่ชื่นชอบมากกว่าปกติ ส่วนประกอบของอาหารเองก็มีส่วนที่ทำให้เป็นโรคอ้วน เช่นกัน โดยอาหารในปัจจุบันส่วนใหญ่ผ่านการทอดน้ำมัน หรือใช้ซีสมาก ของทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มรสชาติอาหาร แลถ้าเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงด้วยแล้ว คนที่รับประทานบ่อยจึงเป็นโรคอ้วนได้ง่าย
โรคอ้วนเมื่อเป็นแล้วจะรักษาได้ยาก เพราะร่างกายจะมีฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป คือ จะเกิดความหิวมมากกว่าปกติและจะชอบอาหารที่มีไขมันมาก ๆ จึงเกิดเป็น วัฏจักรของความหิว  รับประทานอาหารมัน ๆ  รับประทานพลังงานเกิน  เป็นโรคอ้วน  หิวบ่อย วัฎจักรนี้แก้ไขได้ยากยิ่ง ยกเว้นคนคนนั้นมีจิตใจที่เข้มแข็งมากพอ ที่จะควบคุมความอยากของตนเองก็จะสามารถรักษาโรคอ้วนได้
และปัจจัยสุดท้ายที่ทำให้เกิดโรคอ้วนได้ง่ายก็คือ การขาดการออกกำลังกาย และมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ทำให้แต่ละวันเราไม่ค่อยได้ใช้พลังงานสำหรับการทำงานต่าง ๆ เช่น การไปทำงาน คนส่วนใหญ่ก็จะนั่งรถโดยสาร รถไฟฟ้า หรือรถส่วนตัวไปทำงาน แล้วทำงานจนเกือบค่ำเมื่อกลับบ้านก็นั่งรถกลับ ไม่มีเวลาที่จะออกกำลังกาย เมื่อถึงวันหยุดก็มักจะอยู่บ้าน อ่าหนังสือ ดูทีวี หรือเล่นคอมพิวเตอร์ การออกกำลังกายซึ่งควรทำเป็นประจำจึงถูกตัดออกจากชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ กีฬาที่เคยเล่นก็เปลี่ยนเป็นเพียงผู้ดูกีฬาที่ถ่ายทอดทางโทรศัพท์ ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลหรือเทนนิส
โรคอ้วนจึงเป็นมหันตภัยโลกในยุคนี้ที่แพร่กระจายไปทุกประเทศ และมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ไม่สามารถหยุดยั้งการเกิดโรคอ้วนนี้ได้ จึงมีแต่วิธีการรักษาโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคซึ่งปัญหาค่าใช้จ่ายในการรักษา หรือแก้ไขโรคอ้วนก็เป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว