แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรค แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552

โรคฉี่หนู (Leptospirosis)

อย่างที่รู้กันว่าช่วงฤดูฝน ปัญหาหนึ่งที่แก้กันไม่ตกก็เห็นจะเป็นบรรดาสัตว์ตัวเล็กที่ไม่พึงปรารถนา มักจะหนีฝนเข้ามาอาศัยในบ้านเรือน นอกจากจะสร้างความรำคาณแล้ว สัตว์พวกนี้ยังเป็นตัวนำโรคร้ายมาสู่คนที่คุณรักได้ โรคที่มาจากสัตว์จำพวกนี้มักจะพบบ่อยคือ "โรคฉี่หนู"

โรงนี้พบได้ทั้งจากคนและสัตว์ โดยในสัตว์ที่เป็นพาหะนั้นอยู่รอบตัวเราเอง มักพบในหนู วัว ควาย สุกร หมา แมว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวสำคัญที่พบบ่อยสุดคือ หนู นั้นเอง ซึ่งเป็นที่มาของ โรคฉีหนู เชื้อโรคนี้เป็นเชื้อแบคทีเรีย ชื่อว่า เลปโตสไปร่า แรกเริ่มนั้นหนูเป็นตัวแพร่ที่สำคัญ เพราะเชื้อจะอยู่ในไตของหนู ทุกครั้งที่สัตว์พวกนี้ฉี่ออกมาก ก็จะปล่อยเชื้อโรคออกมาด้วย และปนเปื้อนอยู่ตามพื้น หรือสิ่งของต่าง ๆ คนสามารถติดเชื้อจากการสัมผัสเชื้อที่อยู่ในที่ต่าง ๆ หรือในปัสสาวะของหนู หรือบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนฉี่ของหนู เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังที่มีบาดแผล รอยถลอก เยื่อบุต่าง ๆ และผิวหนังที่นุ่มจากการแข่น้ำนาน ๆ หลังจากเชื้อเข้าสู่ร่างการจะมีระยะฟักตัวของโรคประมาณ 5-14 วัน เฉลี่ย 10 วัน

สำหรับอาการที่เกิดขึ้นกับผู้ติดเชื้อโรคฉี่หนู มี 2 แบบ คือ แบบที่ไม่รุนแรงจะมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา ปวดหัว ตัวร้อน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นอาการที่ไม่ต่างจากโรคติดเชื้ออื่น ๆ อีกหลายชนิด แต่ในกรณีที่มีอาการรุนแรง เชื้อจะเข้าไปอยู่บริเวณที่ร่างกายไม่มีภูมิคุ้มกัน เช่น ลูกตา จะทำให้มีอาการตาอักเสบแดง น้ำตาไหล สู้แสงไม่ได้ หากเชื้อจะเข้าไปอยู่ในสมองจะทำให้มีเลือดออกในร่างการ ซึ่งเป็นสาเหตุให้ผู้ติดเชื้อเสียชีวิต

เพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมโรคฉี่หนู่ ควรหลีกเลี่ยงจากแหล่งสกปรก บริเวณที่เป็นแหล่งสะสม ของเชื้้อโรค และควรปฎิบัติตัวให้ถูกสุขลักษะดังนี้
1.หลีกเลี่ยงการแข่น้ำ ลุยน้ำหรือว่ายน้ำในขณะที่มีน้ำท่วมขัง ถ้าหากจำเป็น ต้องพยายามไม่ให้น้ำเข้าตา จมูก หรือปาก
2.หลีกเลี่ยงการเดินย่ำโคลน ดินชื้้นแฉะ ด้วยเท้าเปล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่่อมีบาทแผล รอยขีดข่วน ที่ขา และเท้า ควรสวมรองเท้ายางหุ้มข้อ เพื่อการป้องกันเชื้อโรค
3.ดูแลบ้านเรือนให้สะอาด ไม่ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งหากินของหนู ซึ่งเป็นพาหะนำโรค
4.กำจัดขยะ ที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์และที่อาศัยของหนู
5.ควรเก็บอาหารไว้ในที่มิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้หนูถ่ายปัสสาวะรดอาหาร
6.อาหารที่ค้างมื้อ เมื่อนำมากินในมื้อต่อไป จะต้องนำมาอุ่นให้เดือดเสียก่อน เพื่อให้เชื้้อโรคที่อาจปะปนอยู่ในอาหารถูกทำลายโดยความร้อย
7.นำสัตว์ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคทุกปี
8.ควรปิดฝาโอ่งหรือภาชนะบรรจุน้ำ เพื่อป้องกันหนูมาถ่ายปัสสาวะลงไปในน้ำ
9.ภาชนะที่ใช้ใส่อาหาร ควรล้างทำความสะอาดก่อนทุกครั้ง เพื่อป้องกันเชื้้อโรค
10.ล้างมือทุกครั้งก่อนกินอาหาร

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นแนวทางในการปฎิบัติเพื่อป้องกันให้พ้นจากโรคฉี่หนูและแมลงสาบให้หมดไปได้ รับรองว่าโรคร้ายจะไม่มาเยีอนคุณและสมาชิกในครอบครัวคุณอย่างแน่นอน

106 Magaxine
May 2009

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2552

โรคภูมิแพ้

ภูมิแพ้เป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันผิดปกติ ทำให้เกิดอาการเมื่อสัมผัสหรือสูดดมสารก่อภูมิแพ้ โดยมีปัจจัยส่งเสริม คือ สภาวะแวดล้อม โดยเฉพาะสภาวะพิษทางอากาศที่นับวันจะเลวร้ายลงเรื่อย ๆ จากสถิติพบว่า เด็กไทยที่อาศัญอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครฯมีอาการเจ็บป่วยจากโรคภูมิแพ้เป็นจำนวนมากขึ้นทุกปี

โรคภูมิแพ้นอกจาจะทำให้เกิดอาการผิดปกติแล้ว ยังเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมาอีก เช่น ไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก หอบหืด หลอดลมอักเสบเรื่้อรัง ทองซินอักเสบเรื้อรัง หรือทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งมีผลต่อสุขภาพการนอน หัวใจ และสมอง ดังนั้นจึงไม่ควรปล่อยให้มีอาการภูมิแพ้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีการรักษา เพราะอาจทไให้เกิดโรคอื่นแทรกซ้อนได้

การรักษา โรคภูมิแพ้ที่ดีที่สุดยังมุ่งเน้นไปที่การป้องกันด้วยการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง หรือหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และมลภาวะต่าง ๆ แต่หายังคงมีอาการอยู่ แพทย์จะพิจารณาใช้ยาแก้แพ้ สเตอรอยด์พ่นจมูก หรือฉีดวัคซีนภูมิแพ้ เพื่อบรรเทาอาการดังกล่าวให้ดีขึ้น


พญ.วิลาวัณย์ เวทไว
โรงพยาบาลพระรามเก้า

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2552

โรคมือ เท้า ปาก

โรคมือ เท้า ปาก หรือที่เรียกว่า Hand-foot-and-mouth disease เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดเฉียบพลัน มีไข้ เกิดร่วมกับตุ่มน้ำใสขึ้นที่ปาก มือ เท้า ก้น เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม "เอนเทอโรไวรัส" แต่ชนิดที่อาจก่อให้เกิดอาการรุนแรงมีชื่อว่า "เอนเทอโรไวรัส 71" โรคนี้มักระบาดเป็นครั้งคราวโดยเฉพาะช่วงฤดูฝน ส่วนใหญ่เกิดกับเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี โรคนี้แพร่กระจายติดต่อถึงกันได้ โดยผ่านทางอุจจาระหรือละอองน้ำมูก น้ำลาย หลังได้รับเชื้อ 4-6 วัน เด็กจะมีไข้สูง อ่อนเพลีย ทานนมและอาหารลดลง เจ็บคอ ปวดศรีษะ จะมีตุ่มน้ำใส ขนาดเล็กหรือแผลที่คอ ปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม และตุ่มจะขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ก้น
โรคนี้ไม่มียาษ่าเชื้อโดยตรง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะหายจากโรคได้เองโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน ภายในช่วงเวลา 5-7 วัน เด็กบางรายอาจมีอาการขาดน้ำเพราะทานอาหารได้น้อย การรักษานั้นจะเป็นการประคับประคองตามอาการ และเฝ้าระวังอาการที่รุนแรง หรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ชัก ปอดอักเสบ สมองอักเสบ หัวใจล้มเหลว ซึ่งทำให้เสียชีวิตได้

การป้องกันโรคที่สำคัญคือ
แนะนำให้หลีกเลี่ยงการนำเด็กไปอยู่ในที่แออัด เช่น โรงภาพยนต์ ตลาด ศูนย์การค้า และหากมีเด็กป่วย ผู้ปกครองไม่ควรนำเด็กไปโรงเรียนเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อให้กับเด็กคนอื่น ๆ จนกว่าจะหายดี
การรักษาสุขภาพส่วนบุคคล เช่น การรักษาความสะอาดของที่อยู่อาศัย เสื้้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม การรับประทานอาหารและน้ำที่สะอาด การล้างมือบ่อย ๆ และรักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ

พญ.อัญญพัสส์ วิศวเวช
โรงพยาบาลพระรามเก้า