วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2553

รู้จักกับเบาหวาน

โรคเบาหวาน ต้องรู้กันก่อนว่าโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพอาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้น ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดเพื่อใช้เป็นพลังงาน เซลล์ในตับอ่อนชื่อเบต้าเซลล์ เป็นสร้างอินซูลิน อินซูลินเป็นตัวนำน้ำตาลกลูโคสเข้าเซลเพื่อใช้เป็นพลังงาน โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดขึ้นเนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือประสิทธิภาพของอินซูลินลดลง เนื่องจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเป็นเวลานาจะเกิดโรคแทรกซอนหลายโรคตามมา ซึ่งจะกล่าวอีกครั้งในเรื่องของพรรคพวกและผู้ร่วมคณะของโรคเบาหวาน

อินซูลินนั้นเป็นชื่อที่มีความสำคัญและเกี่ยวข้องเป็นอย่างยิ่งกับโรคเบาหวาน อินซูลินเป็นฮอรโมนสำคัญตัวหนึ่งของร่างกาย สร้างและหลั่งออกมาจากตับอ่อน ทำตัวเป็นพาหนะนำพาน้ำตาลกลูโคลสเข้าสู่เนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายเพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานเพื่อการดำเนินชีวิต ถ้าขาดอินซูลินหรืออินซูลินทำงานบกพร่อง ออกฤทธิ์ไม่ดีเท่าที่ควร ร่างกายก็จะใช้น้ำตาลไม่ได้ จึงทำให้น้ำตาลในเลือดสูง มีอาการต่าง ๆ ของโรคเบาหวานนอกจากมีความผิดปกติอื่น ๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นการสลายของสารไขมันและโปรตีน

เบาหวานนั้น เราสามารถพบกับคนทุกวัย แต่จะพบมากกับบุคคลที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป คนในเมืองเป็นมากกว่าคนในชนบท เพราะจากการดำเนินชีวิต อาหารการกิจคนอ้วนมีโอกาสเป็นมากกว่าคนผอม คนมีลูกมากมีโอกาสเป็นมากกว่าคนมีลูกน้อย

เบาหวานมี 2 ชนิด คือ

1. เบาหวานชนิดที่ต้องพึ่งอินซูลิน (Insulin-de-pendent diabetes mellitus/IDDM) การเป็นเบาหวานชนิดพบได้น้อย แต่มีความรุนแรงและอันตรายมากกว่าในอีกประเภทหนึ่ง สำหรับผู้ที่เบาหวานชนิดนี้นั้น ตับอ่อนของผู้ป่วยนั้นจะสร้างอินซูลินได้น้อยมาก หรือสร้างไม่ได้เลย ไม่ได้เกิดจากอาหารการกิน วิถีชีวิตความเป็นอยู่ หรือความเสื่อมของอวัยวะร่างกาย แต่เกิดจากการที่ร่างกายสร้างแอนติบอดี้ขึ้นต่อต้านทำลายตับอ่อนของตัวเองจนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ ซึ่งเกิดมาจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ร่วมกับการติดเชื้อหรือการได้รับสารพิษจากภายนอก ดังนั้นโรคเบาหวานประเภทนี้เราอาจจะได้พบได้กับเด็ดที่มีอายุน้อยแต่อาจจะพบได้กับผู้สูงอายุบ้างแต่ไม่มาก ดังนั้นผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานทุกวัน เพราะร่างกายผลิตเองไม่ได้ ต้องฉีดเข้าไปในร่างกายเพื่อเผาผลาญน้ำตาลให้เป็นปกติ

2. เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน (Non-Insulin-Dependent diabetes mellitus/NIDDM) เบาหวานชนิดนี้มักจะพบเห็นได้โดยทั่วไป ซึ่งผู้ป่วยโรคเบาหวานส่วนใหญ่จะเป็นเบาหวานประเภทนี้ ซึ่งเบาหวานประเภทนี้จะพบในผู้ป่วยที่อายุ 40 ปีขึ้นไป แต่ก็พบบ้างกับคนอายุน้อย เบาหวานชนิดนี้ตับอ่อนของผู้ป่วยยังสามารถที่จะสร้างอินซูลินได้ แต่ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย อาหารที่เรารับประทานเข้าไปเมื่อกลายเป็นน้ำตาลแล้วร่างกายนำไปใช้ไม่หมด น้ำตาลที่เหลือก็จะกลายเป็นเบาหวานได้ ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานชนิดนี้ ควบคุมได้โดยการรับประทานยาคุมเบาหวาน และโดยการควบคุมการรับประทานอาหารชนิดที่คุมน้ำตาลในเส้นเลือดให้เป็นปกติ แต่ในบางครั้งถ้าน้ำตาลสูงมากเกินไปจนยาที่รับประทานและการควบคุมการรับประทานอาหารเอาไม่อยู่ก็ต้องพึ่งอินซูลินเป็นบางครั้งแต่ไม่เสมอไป ก็ต้องถือว่าเป็นเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน

สาเหตุของเบาหวาน

เบาหวานใช่ว่าจะเป็นกันทุกคน ผู้มีปัจจัยเสี่ยงมากย่อมมีโอกาสที่จะเป็นเบาหวานมากขึ้นและสมควรอย่างยิ่งที่จะได้รับการตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำลักษณะของผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงได้แก่

- พันธุกรรมคือปัจจัยสำคัญ ถ้าพ่อแม่ พี่น้องสายตรงเป็น จัดว่าอัตราเสี่ยงมากที่สุด

ผู้ต้องสงสัยเป็นโรคเบาหวาน เบาหวานเป็นโรคกรรมพันธุ์อันมีสาเหตุมาจากยีน หรือโครโมโซมเป็นตัวการ แต่เป็นกรรมพันธุ์แบบหลายปัจจัย คือ อาจเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมหลายตำแหน่ง หลายแบบที่แตกต่างกันไป จึงมีความเสี่ยงต่างกันไปด้วย ดังนั้น ถึงคุณจะเป็นทายาทเบาหวานแต่ก็ใช่ว่าจะมีโอกาสเป็นเบาหวานแน่นอน หรือเหมือนกัน 100%

- มีอายุตั้งแต่ 45 ปี ขึ้นไป เนื่องจากตับอ่อนจะสังเคราะห์ และหลั่งฮอร์โมนอินซูลินได้น้อยลง

- มีความดันโลหิตมากกว่า หรือเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป

- เป็นโรคอ้วน ดัชนีมวลกายมีค่าตั้งแต่ 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป หรือน้ำหนักเกิน 20 % ของน้ำหนักที่ควรเป็น

- ทานอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูง และไขมันอิ่มตัวในปริมาณมาก มีเส้นใยอาหารต่ำ

- ผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย มีโอกาสเกิดโรคเบาหวานสูงขึ้น 2-4 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ออกกำลังกาย หรือใช้แรงงานสม่ำเสมอ

- เชื้อชาติบางเชื้อชาติ เช่น แอฟริกัน-อเมริกัน มีโอกาสเป็นโรคเบาหวานได้มากกว่าชนชาติอื่นๆ

- เคยตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ หรือเคยตรวจพบความทนต่อน้ำตาลบกพร่องแต่ไม่ถึงเกณฑ์ที่จัดเป็นเบาหวาน

- ร่างกายขาดธาตุโครเมี่ยม ส่งผลประสิทธิภาพของสารGTF ที่มีอยู่ในโครเมี่ยมซึ่งต้องทำงานร่วมกับอินซูลินในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือดน้อยลง

- ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ (HDL โคเลสเตอรรอลมีค่าน้อย 35 มิลลิกรัม/เดซิลิตร และไตรกลีเซอไรด์มีค่ามากกว่า 250 มิลิกรัม/เดซิลิตร

- เคยเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือเคยคลอดบุตรที่มีน้ำหนักแรกคลอดมากกว่า 4 กิโลกรัม

- เป็นโรคที่รังไข่มีถุงน้ำหลายถุง(Polycystic overian syndrome)

- ความเครียดจะมีผลไปกระตุ้นให้มีการหลั่งของฮอร์โมนหลายตัวในร่างกายซึ่งขัดขวางการทำงานของอินซูลิน

- มียาหลายชนิดที่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ ยารักษาวัณโรคบางตัว ยาขับปัสสาวะและยาคุมกำเนิดบางชนิด ผู้ที่ทานยาเหล่านี้เป็นประจำจัดว่าเสี่ยง

- ผู้ที่เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของตับอ่อน หรือมีการอักเสบที่ตับอ่อนจากเชื้อไวรัส

- ผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำ สุราจะทำให้ตับอ่อนเสื่อมสมรรถภาพได้

- ผู้ที่มีอากรปัสสาวะบ่อยหิวน้ำบ่อย หรือน้ำหนักลด

- ผู้ที่มีประวัติติดเชื้อบริเวณทางเดินปัสสาวะ ช่องคลอด หรือผิวหนังบ่อยๆ โดยเฉพาะจากเชื้อรา

- ผู้ที่ตับอ่อนได้รับกระทบกระเทือนเนื่องจากอุบัติเหตุ

- การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น คางทูม หัดเยอรมัน

อาการที่บ่งบอกของโรคเบาหวาน

เบาหวานขณะที่เป็นน้อยจะไม่มีอาการจะทราบว่าเป็นได้จากตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะหรือพบระดับน้ำตาลในเลือดสูงเท่านั้น ถ้ามีอาการแสดงว่าเป็นมากและเป็นนานแล้ว โดยจะพบอาการสำคัญ 3 ประการ หรือที่เรียกว่า Classic Triad อย่างชัดเจน ได้แก่

- ปัสสาวะมาก เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าขีดจำกัดของไต ร่างกายจะไปดึงน้ำออกจาเซลล์ เพื่อขับน้ำตาลส่วนเกินนั้นออกทางปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะบ่อยๆ ครั้งละมากๆ ต้องตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนหลายครั้ง

- กระหายน้ำบ่อย เมื่อเสียน้ำจำนวนมากร่างกายจะถูกกระตุ้นให้ทานน้ำทดแทน จึงรู้สึกปากคอแห้งและกระหายน้ำมาก ต้องดื่มน้ำบ่อยและในปริมาณเพิ่มขึ้น

- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อร่างกายไม่สามารถนำกลูโคสไปใช้ได้ ปริมาณไขมัน และโปรตีนในร่างกายจึงถูกนำมาใช้เป็นพลังงาน ร่วมกับภาวะขาดน้ำ จึงทำให้น้ำหนักลด

นอกจากอาการทั้ง 3 แล้ว ยังมีอาการอีกหลายอย่าง ซึ่งจะทวีความรุนแรงและลุกลามมากขึ้นตามลำดับ หากได้รับรับการรักษาที่ถูกวิธี อาทิ

- หิวบ่อย ทานจุ เหนื่อยง่าย ใจสั่น ไม่ค่อยมีแรง หน้ามืด เวียนศรีษะ เนื่องจากร่างกายขาดพลังงาน ร่วมกับขาดน้ำจากการปัสสาวะบ่อย

- เป็นแผลหายช้า คันตามผิวหนัง มีการติดเชื้อง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณช่องคลอดของผู้หญิง สาเหตุของอาการคั้นเนื่องจากผิวแห้งมาก หรือมีการอักเสบของผิวหนัง

- ระดับกลูโคสในกระแสเลือดสูง อาจทำให้เลนส์ตาเปลี่ยนรูปได้เล็กน้อย จึงเกิดอาหารพร่ามัวต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงสายตา เช่น สายตาสั้น ต้อกระจก

- อาการชา ไม่ค่อยมีความรู้สึก เจ็บตามแขน ขา หรือหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เนื่องมาจากเบาหวาน จะทำลายเส้นประสาทให้เสื่อมสมรรถภาพลง ความสามารถในการรับรู้ความรู้สึกจึงถดถอยลง

- ลมหายใจมีกลิ่นเหมือนเหมือนผลไม้

- หายใจหอบลึกและเร็ว

- ความดันโลหิตลดลง

- เกิดอาการอ่อนล้าเพิ่มขึ้น หงุดหงิดง่าย

ทางแก้ที่ดีที่สุดสำหรับเด็กที่เป็นโรคเบาหวาน

- ดื่มน้ำสะอาดเป็นประจำ ควบคู่กับทานผลไม้ไม่หวานจัดและมีกากใยสูง เพราะร่างกายของเด็กไม่ได้ต้องการน้ำตาลเพิ่ม แต่ต้องการน้ำ วิตามินและเกลือแร่เพื่อทดแทนที่เสียไปกับปัสสาวะ ส่วนกากไยจะช่วยชะลอกากย่อย ทำให้ร่างกายเผาผลาญ น้ำตาลได้มากขึ้น

- เลี่ยงขนมหวานจัดให้ไกล เพราะจะทำให้ลิ้นของลูกรับรู้รสเปลี่ยนไป รับของจืดไม่ได้ และเพิ่มปริมาณความหวานขึ้นเรื่อยๆ ตามมาด้วยการกินอาหารที่มันและเค็ม

- เด็กที่กินนมแม่มีโอกาสอ้วนน้อยกว่าเด็กที่กินนมผง แม้พ่อแม่จะมีประวัติเป็นโรคเบาหวานก็ตาม จึงแนะนำให้ลูกกินนมแม่ไปจนอายุ 1-2 ขวบ หากเป็นไปได้

- ส่งเสริมให้ลูกเป็นเด็กแอ็คทีฟ โดยชักชวนให้มีกิจวัตรประจำวันที่ได้ใช้กำลังแขน กำลังขาเหมาะสมตามวัยให้มาก ออกกำลังกายสม่ำเสมอไม่ขลุกอยู่แต่กับโทรทัศน์หรือคอมพิวเตอร์

- ติดตามดูการเจริญเติบโตของร่างกายลูกทั้งน้ำหนักและส่วนสูงกว่าสัมพันธ์กัน เป็นไปตามเกณฑ์อายุหรือไม่ พร้อมๆ กับดูแลเรื่องพฤติกรรมการทานของลูก เพราะสิ่งนี้จะเป็นเครื่องมืออย่างดีที่ช่วยบอกได้ว่าลูกมีแนวโน้มที่จะเข้าสู่ภาวะอ้วน หรือภาวะเบาหวาน

- ภาวะความเครียดทางด้านอารมณ์ จิตใจมีผลต่อการหลั่งฮอร์โมนต่างๆของร่างกาย ดังนั้นเด็กที่มีความสุขจะสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีกว่าเด็กที่มีความเครียด

- ไม่มีสูตรเฉพาะตัวของปริมาณอาหารและยาฉีดอินซูลินที่เหมาะสมกับผู้เป็นเบาหวาน ดังนั้นพ่อแม่ควรมีสมุดบันทึกข้อมูลผลระดับน้ำตาลในเลือด การทานอาหารและกิจวัตรประจำวันของลูก เพื่อเป็นข้อมูลในการปรับปริมาณอินซูลินที่ต้องการ ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่ละมื้อ และแต่ละสถานการณ์

- คำนวณสัดส่วนอาหารคาร์โบไฮเดรตให้สัมพันธ์และหมาะสมกับยาฉีดอินซูลิน กิจวัตรประจำวัน และการออกกำลังกายของลูก

ระดับน้ำตาลที่เหมาะสม ของเด็กที่เป็นโรคเบาหวาน

- ช่วงอายุ ต่ำกว่า 6 ปี => ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนรับประทานอาหารเช้า 100 – 180 มก./ดล. และระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหารเช้า (2 ชั่วโมง) 100 – 200 มก./ดล. และระดับน้ำตาลในเลือดก่อนนอน 100 – 150 มก./ดล.

- ช่วงอายุ 6-10 ปี => ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนรับประทานอาหารเช้า 80 – 180 มก./ดล. และระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหารเช้า (2 ชั่วโมง) 80 – 180 มก./ดล. และระดับน้ำตาลในเลือดก่อนนอน 100 – 150 มก./ดล.

- ช่วงอายุมากกว่า 11 ปี => ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนรับประทานอาหารเช้า 70 – 150 มก./ดล. และระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหารเช้า (2 ชั่วโมง) 80 – 180 มก./ดล. และระดับน้ำตาลในเลือดก่อนนอน 100 – 150 มก./ดล.

เบาหวานขณะตั้งครรภ์

เบาหวานขณะตั้งครรภ์พบในขณะตั้งครรภ์ มีความซุกของโรคประมาณร้อยละ 1-14 ขึ้นอยู่ในเชื้อชาติ โรคนี้มีผลทำให้ทารกในครรภ์ผิดปกติหรือาจะทำให้แท้งได้ถ้าไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การตรวจคัดกรองทำได้โดยตรวจระดับน้ำตาลในหญิงที่ตั้งครรภ์ทุกราย ระหว่างช่วงอายุครรภ์ 24-28 สัปดาห์ หรือจะเลือกตรวจเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงก็ได้ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยทางการแพทย์ สำหรับว่าที่คุณแม่ที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ควรได้รับการดูแลรักษาภาวะนี้อย่างเหมาะสม

เอาเป็นว่า ถ้าคุณหมอตรวจพบว่าเป็นเบาหวานก็ไม่ต้องตกใจ ลูกในครรภ์จะเติบโตได้เป็นปกติถ้ารู้จักรักษา ด้วยการดูแลตัวเองและทานอาหารให้พอเหมาะ

ชนิดเบาหวานขณะตั้งครรภ์แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ

1. เบาหวานที่เป็นมาตั้งครรภ์ โรคนี้คุณแม่เป็นเบาหวานมาก่อน แล้วจึงตั้งครรภ์ ซึ่งการตั้งครรภ์จะมีผลต่อโรคเบาหวาน คือ การควบคุมระดับน้ำตาลยากขึ้น และเป็นภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังของโรคเบาหวานได้ง่ายในช่วงไตมาสแรกของการตั้งครรภ์ ในระยะแพ้ท้องมีโอกาสเกิดภาวะน้ำตาลต่ำได้ง่าย รับประทานได้น้อย ขณะที่ไตรมาส ที่ 2 มักมีปัญหาน้ำตาลในเลือดสูงจากการเพิ่มขึ้นของระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ของแม่ ซึ่งฮอร์โมนนี้มีฤทธิ์ต้านอินซูลิน อีกทั้งยังมีอาการเบาหวานขึ้นตาและเกิดผลแทรกซ้อนทางไตเพิ่มขึ้น มีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษและการติดเชื้อแบคทีเรียง่ายขึ้น โดยเฉพาะต่อกรวยไต นอกจากนี้ ทารกจะตัวใหญ่ทำให้คลอดเองได้ยากเสี่ยงต่อการตกเลือดหลังคลอด ส่วนผลต่อทารกก็อันตรายไม่แพ้กัน เสี่ยงต่อการแท้งบุตร ทารกพิการแต่กำเนิด หรือเติบโตช้าในครรภ์

2. เบาหวานที่เป็นเฉพาะขณะตั้งครรภ์ ในผู้ที่ไม่เคยมีประวัติการเป็นเบาหวานมาก่อน ก็อาจเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้ เนื่องจากฮอร์โมนที่รกสร้างขึ้นต้านฤทธิ์การทำงานของอินซูลินโดยเฉพาะไตรมาสที่2 และ 3 ของการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นช่วงที่ทารกเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายของแม่ต้องใช้อินซูลินมากกว่าปกติถึง 2-3 เท่า ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ดังนั้น แพทย์จึงมักตรวจคัดกรองเบาหวานในช่วงตั้งครรภ์ เมื่ออายุครรภ์ประมาณ 24-28 สัปดาห์ ยกเว้นว่ามีความเสี่ยงสูงมากอาจต้องมีการตรวจตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์

ปัจจัยเสี่ยงกับโรคเบาหวาน ของคุณแม่ตั้งครรภ์

- อายุมากกว่า30 ปี

- มีน้ำหนักเกินก่อนตั้งครรภ์

- มีประวัติเบาหวานในญาติสายตรง

- อ้วน หรือมีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตร

- เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ในครรภ์ก่อน

- ตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ

- เคยคลอดบุตรที่มีน้ำหนักมากกว่า 4 กิโลกรัม

- เคยมีประวัติแท้งบุตรโดยไม่ทราบสาเหตุบ่อยๆ หรือครรภ์เป็นพิษ

- ความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดสูง

- มีประวัติเป็นซีสต์รังไข่

การตรวจเบาหวานของคุณแม่ตั้งครรภ์

หญิงมีครรภ์มีวิธีตรวจเบาหวานที่แตกต่างจากคนทั่วไป โดยวิธีคัดกรองเริ่มด้วยการดื่มน้ำตาลกลูโคสผง 50 กรัมละลายน้ำ โดยไม่ต้องอดอาหาร หลังจากนั้น 1 ชั่วโมง เจาะเลือดไปตรวจถ้าค่าน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถือว่าปกติ แต่ถ้ามีค่าตั้งแต่ 140 หรือสูงเกินกว่านี้ถือว่าเสี่ยงเป็นเบาหวาน ต้องไปตรวจวินิจฉัยเฉพาะลงไปอีก โดยก่อนตรวจจะต้องอดอาหาร 8-10 ชั่วโมง และเจาะเลือดหาระดับกลูโคสก่อนทานน้ำตาล จากนั้นให้ดื่มน้ำตาลกลูโคส 100 กรัมผสมกับน้ำ เสร็จแล้วเจาะเลือดดูค่าน้ำตาลในเลือดชั่วโมงที่ 1 ชั่วโมงที่ 2 และชั่วโมงที่ 3 นำผลที่ได้ทั้ง 4 ครั้ง มาเปรียบเทียบดู

ก่อนดื่มค่าไม่ควรเกิน 95 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ชั่วโมงแรกไม่ควรเกิน 180 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ชั่วโมงที่ 2 ไม่ควรเกิน 155 มิลลิกรัม/เดซิลิตร และชั่วโมงที่ 3 ไม่ควรเกิน 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถ้าค่าที่ออกมาผิดปกติตั้งแต่ 2 ค่าใน 4 ค่า จะวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ควรเริ่มรักษาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ด้วยการควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีพอตามเกณฑ์ในตารางสำหรับผู้ตั้งครรภ์ แพทย์อาจจะต้องเริ่มยา โดยต้องเป็นยาฉีดอินซูลิน เพื่อไม่ให้ระดับน้ำตาลสูงเกินไป

ภาวะแทรกซ้อนต่อทารกและคุณแม่ตั้งครรภ์

ผลที่เกิดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ทั้งต่อทารกในครรภ์และต่อคุณแม่ ทำให้เสี่ยง ดังนี้

- ทารกตัวโต ถ้าคลอดเองอาจะมีการบาดเจ็บต่อไหล่ หรือได้รับอันตรายระหว่างคลอดได้ จำเป็นต้องคลอดด้วยวิธีผ่าตัดทางหน้าท้องแทนการคลอดปกติ

- ทารกอาจเสียงชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์

- เด็กที่เกิดมามีโอกาสเกิดน้ำตาลและแคลเซียมในเลือดต่ำได้ง่าย ส่งผลให้ทารกมีอาการชักได้

- ทารกมีภาวะเหลือและเลือดข้น

- อาจเกิดมาพร้อมกับปัญหาหายใจหอบเนื่องจากปอดยังทำงานไม่ได้เต็มที่

- ลูกมีแนวโน้มเป็นเบาหวานเมื่อโต ส่วนแม่ก็เกิดความดันโลหิตสูงได้ง่าย

- อาจเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ เช่น อวัยวะพิการแต่กำเนิด อาทิ หัวใจ สมองและไต แต่ก็พบได้น้อยมากในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เนื่องจากอวัยวะเด็กจะเริ่มสร้างเมื่ออายุครรภ์ 13 สัปดาห์ แต่โรคเบาหวานมักจะเกิดหลัง 12 สัปดาห์แล้ว

- มารดาเกิดครรภ์เป็นพิษได้สูงกว่าคนทั่วไป ซึ่งทำให้มีความดันโลหิตสูง ถ้าสูงมากคุณแม่อาจจะชักและแท้งได้

- คุณแม่รู้สึกอึดอัดเพราะน้ำคร่ำมากไป ทำให้ทานอาหารได้น้อย

- ทางเดินปัสสาวะของแม่อักเสบ ซึ่งอาจจะลุกลามสู่การติดเชื้อที่ไตได้

การปฏิบัติตัวระหว่างตั้งครรภ์

- ควบคุมน้ำหนักตัวระหว่างการตั้งครรภ์ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน คือ ประมาณ 10 – 12 กิโลกรัมตลอดการตั้งครรภ์

- ประเมินระดับน้ำตาลในเลือด ด้วยการใช้เครื่องตรวจระดับน้ำตาลด้วยตัวเอง เพื่อตรวจเช็คว่าสามารถควบคุมได้ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้หรือไม่ และควรจะเจาะน้ำตาลหลังอาหารบ่อยกว่าน้ำตาลก่อนอาหาร

- ทานอาหารอย่างระมัดระวัง ถูกหลักโภชนาการ มีปริมาณแคลลอรีที่เหมาะสม มีสารอาหารครบถ้วนและเพียงพอตามคำแนะนำของโภชนาการ

- หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวาน หรือแป้งมาก เน้นอาหารที่มีโปรตีนสูงโดยไม่ผ่านการทอดใช้วิธีนึ่งแทนและทานผักหลายหลายชนิด โดยเฉพาะผักใบเขียว

- หากคุณแม่มีน้ำหนักตัวเกินปกติอยู่ก่อน นอกจากอาหารมันๆ และหวานๆ แล้ว ควรจำกัดอาหารจำพวกข้าว หรือแป้ง และหลีกเลี่ยงอาหารรสหวาน ผลไม้รสหวานจัด

- ปรับเปลี่ยนแนวความคิดเดิมที่ว่า เมื่อตั้งครรภ์จะต้องบำรุงให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นเยอะๆ เพราะอาจเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์โดยไม่รู้ตัว จนส่งผลเสียต่อมารดาและทารกในครรภ์ได้

- ควรพบแพทย์เป็นระยะๆ เพื่อตรวจน้ำตาลในเลือด เพราะบางครั้งการจำกัดอาหารอาจไม่เพียงพอ ในที่สุดต้องฉีดอินซูลินหรือต้องอยู่โรงพยาบาลเพื่อควบคุมระดับน้ำตาล

- ตรวจความดันโลหิตและประมาณไข่ขาวในปัสสาวะ เพื่อเฝ้าติดตามเรื่องความดันโลหิตและภาวะครรภ์เป็นพิษ

- ตรวจทารกโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเมื่ออายุครรภ์ 6-7 เดือน

- แนะนำให้คลอดเมื่อตั้งครรภ์ประมาณ 38 สัปดาห์ หากอายุครรภ์มากกว่านี้โอกาสที่เด็กจะตัวโตจนคลอดเองได้ยากมีมาก

ข้อระวัง ไม่ควรใช้วิธีการตรวจหาน้ำตาลในปัสสาวะในการปรับยา แต่ควรวัดระดับน้ำตาลด้วยการเจาะเลือดปลายนิ้ว

ข้อปฏิบัติตัวหลังคลอด

- หลังคลอด แพทย์ต้องเจาะดูระดับน้ำตาลในเลือดทารก ถ้าน้ำตาลในเลือดต่ำ ต้องให้สารน้ำที่มีกลูโคสแก่เด็กทารกแรกเกิดทันทีเพราะเด็กเคยชินกับสภาพน้ำตาลสูง อินซูลินจากตับอ่อนมาก เมื่อคลอดออกมาน้ำตาลจากแม่ลดลง จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ทำให้เด็กมีภาวะขาดน้ำตาลในกระแสเลือดจนเป็นอันตรายได้

- หญิงที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ พบว่ามีถึงร้อยละ 50 มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ภายใน 5-10 ปีหลังคลอด ดังนั้น หลังคลอดประมาณ 6 สัปดาห์ แพทย์จะนัดตรวจ เพื่อประเมินว่าคุณแม่เป็นเบาหวานหรือไม่ ถ้าไม่เป็นควรจะต้องตรวจเลือดติดตามอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละครั้ง

- โรคเบาหวานมักหายไปหลังคลอดบุตรแล้ว แต่ถ้าเป็นเบาหวานในช่วงตั้งครรภ์ จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานมากขึ้นถึงร้อยละ 30-50 ดังนั้น เพื่อป้องกันการเกิดเบาหวานในอนาคตควรจะต้องควบคุมน้ำหนัก และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

- การในนมแม่มีประโยชน์มหาศาล ถึงแม้คุณแม่เป็นเบาหวานก็สามารถให้นมบุตรได้ ช่วยให้ลูกแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันต่อความเจ็บป่วย ทั้งยังทำให้แม่ได้ลดน้ำหนักหลังคลอดได้เร็วขึ้น รวมทั้งสร้างความผูกพันที่ยิ่งใหญ่ระหว่างแม่กับลูก

- ถ้าตั้งครรภ์อีกครั้ง ก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานในช่วงตั้งครรภ์เพิ่มขึ้น ดังนั้น ควรจะวางแผนตั้งแต่เนิ่นๆ จะปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะตั้งครรภ์อีกครั้ง

วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553

เลือกสีกรอบแว่นให้เหมาะกับคุณ

เคล็ดลับที่แล้วเราพูดถึงการเลือกรูปทรงของกรอบแว่นตา คราวนี้มาถึงการเรื่องของการเลือกสีกรอบแว่นตากันบ้าง การเลือกสีกรอบแว่นตาควรเลือกให้เข้ากับโทนสีผิวและสีของผม

ผมสีเข้ม ผมขาว

เหมาะกับกรอบแว่นสีเงิน สีโกเมน สีม่วงแดง และสีตะกั่ว สีเหล่านี้จะลดความเข้มของสีผิว

ผิวสีเข้ม ผมสีน้ำตาล หรือผมสีดำ

เลือกกรอบแว่นที่มีสีน้ำตาล สีบรอนซ์ สีทอง และกระ

ผิวสองสี ผมขาว

ควรเลือกกรอบแว่นสีม่วงอ่อน สีส้มอ่อน สีน้ำเงินอมม่วง และสีทองจะเหมาะสัมกับคุณที่สุด

ผมสองสี ผมสีแดง

กรอบแว่นสีดำ สีกระอ่อนและเข้ม หรือสีน้ำตาลอ่อน จะทำให้ใบหน้าสว่างขึ้น

ผิวขาวอมชมพู ผมสีน้ำตาลอ่อน

กรอบแว่นสีชมพู สีน้ำเงิน สีม่วงอ่อน สีเทา สีเงิน สีตะกั่ว และสีม่วงเข้ม จะทำให้สีผิวดูเข้มขึ้น

วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553

ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าที่คุณต้องรู้

ก่อนที่คุณจะบำรุงผิวหน้าให้ดูสดใน อ่อนกว่าวัย คุณควรจะทำความเข้าใจสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าแต่ละชนิดให้ดีเสียก่อน

ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยคุณดูแลผิวหน้าประกอบด้วย

1. ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า

ส่วนใหญ่จะเป็นของเหลวที่ทำปฏิกิริยากับน้ำทำให้เกิดฟอง เหมาะสำหรับการกำจัดสิ่งสกปรกและเครื่องสำอาง

2. สบู่

มีส่วนผสมของแกลือแร่ธรรมชาติและไขมันจากพืชหรือสัตว์ ช่วยกำจัดแบคทีเรีย สิ่งสกปรก

ไขมัน และคราบเครื่องสำอาง เหมาะสำหรับผู้ที่ผิวมันและผิวธรรมดา

3. ครีมทำความสะอาดผิวหน้า

ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมัน ช่วยขจัดสิ่งสกปรกและเครื่องสำอางอ่อนโยนต่อผิว เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแห้ง

4. โทนเนอร์

ส่วนใหญ่ประกอบด้วยแอลกอฮอล์เพื่อขจัดไขมันบนใบหน้า สำหรับผู้ที่มีผิวมันมากควรเลือกที่เขียนข้างผลิตภัณฑ์ว่า Astringent เพราะมีส่วนผสนมของแอลกอฮอล์ ส่วนผู้ที่มีผิวธรรมดาและผิวผสมควรเลือก Tonic หรือ Toner ซึ่งละเอียดอ่อนกว่า Astringent ส่วนผิวแห้งและผิวบอบบางควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ทั้งสองชนิดดังกล่าว

5. มอยส์เจอไรเซอร์

เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความจำเป็นต่อทุกสภาพผิว เนื่องจากช่วยรักษาความชุ่มชื้นแก่ผิว ลดริ้วรอย

แห่งวัย ผู้ที่มีผิวมันควรเลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์ชนิด Oil - free สำหรับผู้ที่มีผิวแห้งควรใช้ มอยส์เจอไรเซอร์

6. ครีมมาสก์หน้า

ช่วยทำความสะอาดผิวหน้าอย่างล้ำลึก และช่วยฟื้นฟูสภาพผิว ควรมาสก์หน้าอย่างน้อย 3-4 ครั้งต่อเดือน

7. สครับ

เป็นครีมหรือเจลขัดหน้าที่ประกอบด้วยเม็ดบีต ใช้เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกไป

ช่วยผลัดเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมา การขัดหน้า ควรทำ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์

8. อายครีม

มีทั้งแบบครีมและเจล เพื่อช่วยลดริ้วรอยใต้ตา แก้ปัญหาตาคล้ำและลดอาการตาบวม

9. ไนท์ครีม

อุดมด้วยวิตามินและสารต่อต้านริ้วรอย เหมาะสำหรับผู้หญิงที่เริ่มเข้าสู้วัยกลางคนหรือผู้ที่มาผิว

แห้ง ช่วยให้ผิวหน้าชุ่มชื้น และเนียนนุ่มในยามตื่นนอนตอนเช้า

วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

รูปย่อในภาษาอังกฤษที่ควรทราบ

รูปย่อ อ่านว่า รูปเต็ม

1. I’m (ไอม) = I am

2. he’s (ฮีซ) = he is

3. she’s (ชีซ) = she is

4. it’s (อิทส) = it is, it has

5. where’s (แวร์ส) = where is

6. what’s (ว็อทส) = what is

7. who’s (ฮูส) = who is

8. there’s (แธอัส) = there is

9. we’re (เวีย/วีอะ) = we are

10. you’re (ยุอะ) = you are

11. they’re (เธอะ) = they are

12. there’re (แธอะระ) = there are

13. I’ve (ไอฟว) = I have

14. you’ve (ยูฟว) = you have

15. they’ve (เธฟว) = they have

16. we’ve (วีฟว) = we have

17. I’d (ไอด) = I had, I would

18. You’d (ยูด) = you had, you would

19. they’d (เธด) = they had, they would

20. we’d (วีด) = we had, we would

21. he’d (ฮีด) = he had, we would

รูปย่อ อ่านว่า รูปเต็ม

22. it’d (ชีด) = it had, it would

23. it’d (อีด) = it had, it would

24. I’ll (ไอล) = I shall, I will

2. รูปย่อของกริยากับ not เข้าด้วยกัน

รูปย่อ อ่านว่า รูปเต็ม

1. isn’t (อิซซึนท) is not

2. aren’t (อานท) are not

3. wasn’t (ว็อซซึน) was not

4. weren’t (เวินท) were not

5. hasn’t (แฮ็ซซึนท) has not

6. haven’t (แฮ็ฟวึนท) have not

7. hadn’t (แฮ็ดดึนท) has not

8. don’t (โดนท) do not

9. doesn’t (ดัซซึนท/ด็าสซื่นท) does not

10. didn’t (ดิดดึนท) did not

11. won’t (โวนท) will not

12. wouldn’t (วุดดึนท) would not

13. shan’t (ชานท) shall not

14. shouldn’t (ชุดดึนท) should not

15. can’t (คานท) cannot

16. couldn’t (คุดดึนท) could not

17. mayn’t (เมนท) may not

18. mightn’t (ไมทึนท) might not

19. mustn’t (มัสซึนท) must not

20. needn’t (นีดึนท) need not

21. daren’t (แดอึนท) dare not

22. oughtn’t (ออทึนท) ought not

23. usedn’t (ยูสดึนท) used not